ทันทีที่ผู้ตัดสินเป่านกหวีดหมดเวลา โดมินิก โซโบซไล ก็ทิ้งตัวนอนคว่ำหน้าลงกับผืนหญ้า
เราได้เห็นภาพนั้นอยู่ชั่วครู่ผ่านการถ่ายทอดสดที่ตามเก็บบรรยากาศหลังจบเกม
เป็นเกมที่ยอดเยี่ยม บนการเล่นที่เยี่ยมยอด
โซโบซไลคือหนึ่งในคนที่ทำผลงานน่าประทับใจในเกมที่เอติฮัด สเตเดี้ยม เมื่อคืนวันอาทิตย์ เป็นฟันเฟืองสำคัญตัวหนึ่งในชัยชนะอันหมดจดที่ลิเวอร์พูลมีต่อแมนเชสเตอร์ ซิตี้
เขาวิ่งไม่มีหยุด กระทั่งช่วงใกล้หมดเวลาสกอร์นำ 2-0 ก็ยังวิ่งกดดันไปถึง เอแดร์ซอน ผู้รักษาประตูเจ้าถิ่นไม่ให้มีเวลาสะดวกสบาย
บทบาทในเกมนี้ของโซโบคือคู่หน้าร่วมกับ เคอร์ติส โจนส์ แต่เป็นคู่หน้าในแบบ ดับเบิ้ลเท็น (Double 10) ไม่ใช่ ดับเบิลไนน์ (Double 9)
หรือจะพูดว่าลิเวอร์พูลของ อาร์เน่อ เล่นแบบไม่มีกองหน้าในเกมนี้ก็ไม่ผิด
แนวบนสุดยืนเรียงสี่ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ กับ หลุยส์ ดิอาซ ริมเส้น โจนส์ กับ โซโบ ตรงกลาง เล่นเกมรับเป็นด่านแรกยามซิตี้ได้ครองบอล
ขยับจากคู่เบอร์ 10 ลงมาก็เป็น ไรอัน กราเฟนแบร์ก กับ อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ คู่มิดฟิลด์เบอร์ 6 นั่นหมายความว่าพื้นที่ตรงกลางระหว่างวงกลมกลางสนามไปถึงหัวกะโหลกหน้าเขตโทษ ลิเวอร์พูลมีผู้เล่นกองกลาง 4 คน
จำนวนคนไม่เป็นรองแดนกลางของซิตี้ และยังเป็นกองกลางที่จัดจ้าน ยามเล่นเกมรับคุมพื้นที่ดี ปะทะดี แย่งบอลเก่ง เซนส์บอลสูง ขณะที่เวลาเล่นเกมรุก ครองบอลดี ผ่านบอลได้ พลิกบอลเอาตัวรอดอย่างรู้จังหวะ สร้างสรรค์เกมได้
วิ่งเคลื่อนที่ไม่มีหมด
ถัดจากมิดฟิลด์คู่ 2 ชั้นลงไปยังเป็นคู่เซนเตอร์แบ๊ก เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ กับ อิบู โกนาเต้ ที่ดักทางบอล อ่านจังหวะเข้าปะทะ และดวลลูกกลางอากาศได้แบบเก็บกินเรียบ
เมื่อทุกคนเล่นด้วยกันเป็นทีม ขยับตัวช่วยกันปิดพื้นที่ รักษาช่องไฟกับเพื่อน รักษาช่องว่างระหว่างแนว มีสมาธิตลอดเวลา เราจึงได้เห็นความอึดอัดในเกมรุกของแมนฯ ซิตี้ ว่าทำอะไรไม่ถนัดเลยจริง ๆ
บอลตรงกลางเจาะไม่ได้ ซิตี้ต้องสร้างเกมเข้าทำด้วยผู้เล่นริมเส้น ทั้ง เฌเรมี่ โดกู และ ซาวินโญ่ คืออาวุธอันตรายที่ลำพัง เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ กับ แอนดี้ โรเบิร์ตสัน ตัวต่อตัวเอาไม่อยู่ลำบาก
แต่ อาร์เน่อ ไม่ได้ให้เทรนต์กับร็อบโบต้องรับมือกับปีกตัวจัดทั้งคู่แบบเดียวดาย ทุกจังหวะจะต้องมีเพื่อนขยับไปช่วยซ้อนเสมอ
ปิดพื้นที่ไม่ให้ตัดเข้าด้านในเพื่อไหลเข้าช่องหรือยิงประตู อนุญาตให้ทางเดียวคือกระชากออกทางกว้าง แล้วดักชิงจังหวะแย่งบอลที่ โดกู กับ ซาวินโญ่ จะเปิดเข้ามา
ไม่มี เออร์ลิง ฮาลันด์ เป็นตัวเป้าค้ำในเขตโทษ ฟาน ไดค์ กับ โกนาเต้ ก็ไม่เจอกับความยากลำบากเท่าไหร่ บอลที่ตวัดเปิดมาจากด้านข้างถ้าไม่แรงเกินไปจนข้ามไปอีกฝั่ง หรือลึกเกินไปออกหลังหรือเข้ามือ อลีสซง เบ็คเกอร์ ก็ถูกโหม่งสกัดออกไปได้หมด
ยิงไกล? ถ้าสบช่องยิงได้ก็เอาเลย สิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่นอนคือนักเตะซิตี้ไม่มีทางได้ตั้งป้อมยิงแบบโล่ง ๆ ตัวอันตรายอย่าง ฟิล โฟเด้น ถูกขวางทางยิงให้ไม่ถนัดที่สุด บอลหลุดผ่านมาได้ก็ยากที่จะตรงกรอบหรือสร้างปัญหาให้นายด่านแซมบ้า
เป็นเกมที่พูดได้ว่าเกมรับของลิเวอร์พูลหมดจดอย่างยิ่ง คะแนนเต็มสิบก็ต้องให้สิบเต็มเพราะไม่มีข้อผิดพลาดเลย และมันเกิดขึ้นในเกมที่ไปเยือนแมนเชสเตอร์ ซิตี้ หนึ่งในแมตช์ที่เสี่ยงที่สุดของฤดูกาล
ตอนที่เปลี่ยน วาตารุ เอนโด ลงมาแทน เคอร์ติส โจนส์ เพื่อช่วยเพิ่มความหนักในเกมรับ แม็ค อัลลิสเตอร์ คือคนที่ขยับขึ้นไปเล่นเบอร์ 10 คู่กับโซโบซไลแทนโจนส์ คนเปลี่ยนแต่ระบบการเล่นไม่เปลี่ยน
มีคนมากกว่าในพื้นที่ตรงกลาง มีตัวช่วยซ้อนฟูลแบ๊กทั้ง 2 ข้าง ดักเก็บบอลที่เปิดเข้ามาในเขตโทษ ชิงแย่งบอลจังหวะสอง แล้วโจมตีด้วยบอลโต้กลับเล่นงานพื้นที่หลังแบ๊กที่ซิตี้เปิดให้ นอกเหนือไปจากการตั้งเกมเข้าทำยามได้ครอบครองบอล
ไม่เพียงเท่านั้นเกมนี้ลิเวอร์พูลยังเผยอาวุธลับเพิ่มเติมด้วยลูกสูตรจากการเตะมุม..
แม็ค อัลลิสเตอร์เปิดลูกเตะมุมเรียดแรงไปที่เสาแรก โซโบซไลตวัดจังหวะเดียวส่งต่อไปแถวจุดโทษ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ รออยู่ตรงนั้นสับไกยิงแฉลบเข้าประตู
อาวุธพิเศษที่ได้มาในช่วงเวลาพิเศษในเกมที่สำคัญเป็นพิเศษ มันดูถูกที่ถูกเวลาไปหมด
ประตูนี้ส่งให้ซาลาห์ก้าวขึ้นไปยืนเคียงข้าง กอร์ดอน ฮอดจ์สัน ตำนานศูนย์หน้ายุคทศวรรษ 1920-1930 ในฐานะดาวซัลโวสูงสุดอันดับ 3 ตลอดกาลของสโมสรที่ 241 ประตู ตามหลังเพียง โรเจอร์ ฮันท์ (285 ประตู) กับ เอียน รัช (346 ประตู) แค่สองคนเท่านั้น
กับนักเตะที่เล่นในตำแหน่งกองหน้ากึ่งปีก จะบอกว่าสถิติยิงประตูของซาลาห์คือปรากฏการณ์ก็คงไม่ผิด ยังไม่จำเป็นต้องรวมสถิติแอสซิสต์หรือการสร้างสรรค์โอกาสอื่น ๆ ให้ทีมด้วยซ้ำ
ที่สำคัญคือซาลาห์ทำมันได้อย่างสม่ำเสมอตลอด 7 ฤดูกาลครึ่งที่ผ่านมา
ขณะที่ประตู 2-0 ก็มาจากการเข้าทำที่ยอดเยี่ยม บอลถูกถ่ายจากฝั่งซ้ายโดยโรเบิร์ตสัน ผ่านฟาน ไดค์ ผ่านโกนาเต้ มาถึงซาลาห์ทางฟากขวา
ซาลาห์แตะคืนหลังให้ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ แล้วฉับพลันก็เปลี่ยนความเร็ววิ่งทะยานขึ้นไปข้างหน้าทันที
จากบอลช้า ๆ ที่ค่อย ๆ ถ่ายข้ามแดนกันมา ลิเวอร์พูลเปลี่ยนจังหวะอย่างรวดเร็ว บอลยาวจากเทรนต์ไปตกในพื้นที่หลังแนวรับซิตี้ที่ดันขึ้นมา ซาลาห์วิ่งไปเก็บบอล ดึงเวลารอก่อนไหลให้ โซโบซไล ยิงตุงตาข่าย
การถอยร่นไม่เป็นกระบวนของผู้เล่นแนวรับซิตี้จากการวางยาวของเทรนต์ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ "โซโบ" มีพื้นที่และเวลามากพอที่จะแต่งบอลหนึ่งจังหวะก่อนสับไก
ลิเวอร์พูลเอาชนะเกมนี้ด้วย 2 ประตูนี้ มันมากพอที่จะฆ่าโอกาสของซิตี้ เมื่อดูจากสถานการณ์ของเกมตลอด 90 นาที
โอกาสยิงมากกว่าก็จริง (16-8 ครั้ง) ยิงตรงกรอบมากกว่าก็จริง (5-4 ครั้ง) ครองบอลเยอะกว่าก็จริง (66.1-33.9 เปอร์เซนต์) แต่ความใกล้เคียงที่จะได้ประตูทีมเรือใบสีฟ้ามีน้อยกว่าหงส์แดง
ค่า xG ของซิตี้ในเกมนี้มีเพียง 0.63 ประตูเท่านั้น ขณะที่ลิเวอร์พูล 0.71 ประตู และเป็นอีกครั้งที่เกมรุกของจ่าฝูงแสดงให้เราเห็นว่าพวกเขามีประสิทธิภาพในการเปลี่ยนโอกาสเป็นประตูมากแค่ไหน
ผมพอใจการรับมือในสถานการณ์ต่าง ๆ ของผู้เล่นลิเวอร์พูลในเกมนี้ มันดูสุขุม เป็นผู้ใหญ่ ไม่มีตื่นตระหนก
ไม่ใช่แค่ใครคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่งด้วย แต่เป็นทั้งหมดทั้งทีม แน่นอนครับ เทรนต์เจอโดกูลากผ่านหลายครั้ง ถ้ามองเฉพาะการดวลกันตัวต่อตัวอาจจะเห็นว่าเขาคือจุดอ่อน ทว่าอาร์เน่อไม่ได้มองการจัดการกับโดกูในภาพเดียวกับเรา
เราแฟนบอลเห็น เทรนต์ vs โดกู แต่อาร์เน่อและลูกทีมของเขาเห็น เทรนต์+เพื่อน vs โดกู.. เทรนต์เป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันโดกู ไม่ใช่ทั้งหมดในการรับมือปีกรอบจัดชาวเบลเจี้ยน
ฝั่งซ้ายก็เช่นเดียวกัน มันไม่ใช่สถานการณ์ โรเบิร์ตสัน vs ซาวินโญ่ แต่เป็น โรเบิร์ตสันกับเพื่อน 1-2 คน ดวลกับ ซาวินโญ่
บอลผ่านเทรนต์แต่ไม่ผ่านซาลาห์ กราเฟนแบร์ก หรือโกนาเต้ ที่ตามมาซ้อน มันหมายความว่าจังหวะนั้นลิเวอร์พูลชนะ ไม่ใช่เทรนต์แพ้
เล่นกันเป็นทีม ช่วยกันเป็นทีม
ทันทีที่ผู้ตัดสินเป่านกหวีดหมดเวลา โดมินิก โซโบซไล ก็ทิ้งตัวนอนคว่ำหน้าลงกับผืนหญ้า
หมดแล้วซึ่งเรี่ยวแรง ไม่เหลือพลังให้รีดมันออกมาอีกแล้ว
มันแสดงให้เห็นถึงอะไร.. ผมมองเห็นสิ่งที่เขาบอกผ่านภาษากายว่า ไม่มีอะไรหรอกที่ได้มาง่ายดาย
เกมชนะสวย ชนะง่าย ดูเหมือนไม่ยาก แต่มันเกิดขึ้นจากความทุ่มเทอย่างสาหัสทั้งสิ้น
ทุ่มเทน้อยกว่านี้สิ หรือจะวิ่งน้อยกว่านี้ก็ได้ แล้วลองมาดูกันว่ามันจะออกมาสวยงามอย่างนี้ไหม
สิ่งที่เราเห็นเบื้องหน้านั้นสวยหรู เป็นความสำเร็จที่เปล่งประกาย แต่คุณจะไม่มีทางได้เห็นมันเลยถ้าไม่พยายามและมุมานะมากพอ
วันนี้ก็เช่นกัน จ่าฝูงอันมั่นคงและช่องว่างที่นำห่าง 11 คะแนนไม่ใช่ได้มาโดยบังเอิญ
ลิเวอร์พูลก็ต้องสู้ยิบตา ฟันฝ่าอุปสรรคน้อยใหญ่มามากมายเช่นกัน มีวันที่ทำได้ดี มีเกมที่เล่นได้แย่ มีช่วงเวลาทั้งที่เป็นใจและไม่เป็นใจ
27 เกมแล้ว.. สุข เศร้า หัวเราะ ร้องไห้ ปลาบปลื้ม โมโห รอยยิ้ม น้ำตา เสียงด่า เสียงชม ฯลฯ
27 เกมแล้ว.. เหลืออีก 11 เกม
อีกเพียงแค่ 11 เกม..
ตังกุย