6 สิ่งที่ คาร์ริค ต้องแก้ก่อนดวล บอร์นมัธ เพื่อกู้สถานการณ์แมนยู

6 สิ่งที่ คาร์ริค ต้องแก้ก่อนดวล บอร์นมัธ เพื่อกู้สถานการณ์แมนยู
ไมเคิ่ล คาร์ริค มีงานใหญ่ที่ต้องแก้ไขให้ได้เพื่อนำ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับมาสู่เส้นทางที่ถูกต้อง และทำให้ตำแหน่งของเขากลับมามั่นคงมากขึ้น โดยต้องเริ่มตั้งแต่เกมพบ บอร์นมัธ ที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคมนี้

6 สิ่งที่ คาร์ริค ต้องแก้ก่อนดวล บอร์นมัธ เพื่อกู้สถานการณ์แมนยู

ไมเคิ่ล คาร์ริค มีงานใหญ่ที่ต้องแก้ไขให้ได้เพื่อนำ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับมาสู่เส้นทางที่ถูกต้อง และทำให้ตำแหน่งของเขากลับมามั่นคงมากขึ้น โดยต้องเริ่มตั้งแต่เกมพบ บอร์นมัธ ที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคมนี้

เกมดวลทัพ "เดอะ เชอร์รี่ส์" ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ คาร์ริค จะทำให้สถานการณ์ของตัวเองมั่นคงขึ้น ด้วยการลดการพึ่งพาการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และทำให้ทีมมีรูปแบบการเล่นที่ชัดเจนมากกว่าเดิม

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดจากความพ่ายแพ้ของ แมนฯ ยูไนเต็ด ต่อ โคโม่ ไม่ใช่ข้อถกเถียงว่าทีมควรขึ้นไปเพรสซิ่งสูงกว่านี้หรือไม่ แต่เป็นคำอธิบายของ ยูริ ตีเลอมันส์ ที่ชี้ให้เห็นว่าทีมขาดการเชื่อมโยงกันในทุกจังหวะ ไม่ว่าจะเป็นการเพรสซิ่งที่ไม่ประสานงานกัน การตัดสินใจครองบอลที่ผิดพลาด หรือการเล่นเป็นทีมที่ไม่ลงตัว

สถานการณ์ของ คาร์ริค น่าเป็นห่วงมากๆ เพราะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่ชนะมาแล้ว 7 นัดติดต่อกัน ในทุกรายการ แม้บอร์ดบริหารยังไม่มีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับอนาคตของ "พี่ปลัด" แต่ถ้าหากเกมดวล บอร์นมัธ ทีมทำผลงานย่ำแย่ งานนี้อาจจะมีการตัดสินเรื่องอนาคตของเขา

ดังนั้น คาร์ริค มี 6 ข้อ ที่ต้องรีบปรับปรุงเพื่อช่วยให้ แมนฯ ยูฯ กลับมาสู่เส้นทางที่ถูกต้อง และเพื่อทำให้อนาคตในการกุมบังเหียนของเขาไม่สั่นคลอนมากไปกว่านี้

1. สร้างฐานการครองบอลที่มั่นคง

การตัดสินใจอันดับแรกของ คาร์ริค ควรเริ่มจากการจัดวางผู้เล่นที่อยู่ด้านหลังแนวรุก ไม่ใช่การคิดว่าจะส่งนักเตะขึ้นไปจบสกอร์มากแค่ไหน

สมัยคุม มิดเดิลสโบรช์ ทีมของ คาร์ริค เน้นการต่อบอลสั้นเชื่อมโยงกันระหว่างเซนเตอร์แบ็กกับกองกลางตัวรับสองคนอยู่บ่อยครั้ง ขณะที่ฟูลแบ็กมักชะลอการเติมเกมรุกออกไปก่อน

แนวทางดังกล่าวเป็นตัวอย่างที่สะท้อนหลักการทำทีมของคาร์ริค แต่ไม่ได้หมายความว่าการจัดระบบแบบเดียวกันจะประสบความสำเร็จกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยอัตโนมัติ

อย่างไรก็ตาม มันแสดงให้เห็นว่าการสร้างเกมครองบอลที่มีความเชื่อมโยงกันเป็นระบบ คือการกลับไปใช้แนวทางที่คุ้นเคย มากกว่าการคิดค้นอัตลักษณ์ใหม่ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

ในเกมพบ บอร์นมัธ กองกลางสองคนที่ยืนต่ำไม่ควรยืนอยู่ในแนวระนาบเดียวกันแล้วรอให้คู่แข่งเข้ามาประกบ แต่ควรแบ่งหน้าที่กันให้ชัดเจน:

  • คนหนึ่งขยับเข้ามาเป็นตัวเลือกสำหรับการจ่ายบอลระยะสั้น

  • อีกคนยืนในตำแหน่งที่สูงกว่าเล็กน้อย พร้อมรับบอลในพื้นที่หลังแนวเพรสซิ่งด่านแรกของคู่แข่ง

ส่วนฟูลแบ็กฝั่งไกลควรรักษาตำแหน่งเชื่อมโยงกับเซนเตอร์แบ็กเอาไว้ แทนที่จะรีบเติมเกมรุกเพียงเพราะทีมกำลังครองบอลอยู่

อีกหนึ่งทางเลือกคือการปรับโครงสร้างเกมรับชั่วคราวให้เป็นแนวหลังสามคน โดยมีผู้เล่นสองคนพร้อมรับบอลอยู่ด้านหน้า ซึ่งไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนไปใช้ระบบกองหลังสามคนอย่างเป็นทางการเสมอไป เพราะอาจให้ฟูลแบ็กคนหนึ่งยืนต่ำ หรือให้กองกลางถอยลงมาช่วยแนวรับ พร้อมกับให้ผู้เล่นอีกคนเข้ามาทดแทนตำแหน่งสนับสนุนตรงกลาง

หัวใจสำคัญอยู่ที่ความสัมพันธ์ในการจ่ายบอลและการยืนตำแหน่งของผู้เล่น ไม่ใช่แค่ตัวเลขที่ใช้เรียกระบบการเล่น

2. ดึงกัปตันบรูโน่ กลับมามีบทบาทเชื่อมเกม

แมนฯ ยูฯ ไม่สามารถพัฒนาการครองบอลได้ หากผู้เล่นที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในการเชื่อมเกมรุกถูกตัดขาดจากบอลอยู่บ่อยครั้ง โดยเกมดาร์บี้เมื่อเดือนกันยายนได้ส่งสัญญาณเตือนเรื่องนี้ให้เห็นแล้ว

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จำกัดช่องทางการจ่ายบอลไปยังกองกลางตัวต่ำและผู้เล่นที่รอรับบอลในแนวรุกของ ยูไนเต็ด จนบีบให้ เซนเน่น ลัมเมนส์ ต้องเปิดบอลยาว ซึ่งมักถูกนักเตะซิตี้เก็บบอลกลับมาครองได้

หลังจากมีผู้เล่นถูกใบแดง แมนฯ ยูไนเต็ด เริ่มต่อบอลประสานงานกันตรงกลางสนามได้ดีขึ้นอยู่บ้าง แต่ยังไม่สามารถใช้ความได้เปรียบด้านจำนวนผู้เล่นเปลี่ยนเป็นการเจาะแนวรับคู่แข่งอย่างต่อเนื่องได้ เมื่อต้องเผชิญกับแนวรับที่ตั้งรับอย่างกระชับ

บรูโน่ แฟร์นันด์ส ควรมีตำแหน่งที่ชัดเจนอยู่ในพื้นที่สูงกว่ากองกลางที่คอยสนับสนุนเกมจากแนวลึก พร้อมกับมีผู้เล่นแนวรุกอีกคนคอยสร้างภัยคุกคามในพื้นที่ด้านหลังแนวรับของบอร์นมัธ

นั่นไม่ได้หมายความว่า แฟร์นันด์ส ต้องยืนอยู่ในพื้นที่เดิมตลอดเวลา แต่หมายความว่า เมื่อเขาขยับออกจากตำแหน่งเดิม ต้องมีผู้เล่นอีกคนเข้ามาทำหน้าที่ทดแทนให้ได้

  • หากกัปตันบรูโน่ถอยลงมาใกล้เซนเตอร์แบ็กเพื่อช่วยขึ้นเกม ผู้เล่นอีกคนต้องขยับเข้ามารับบอลระหว่างแนวรับกับกองกลางของคู่แข่ง

  • หากเขาเคลื่อนที่เข้าใกล้ปีกฝั่งที่ครองบอล กองหน้าก็ต้องรักษาตำแหน่งเพื่อดึงความสนใจของเซนเตอร์แบ็กเอาไว้

อิสระในการเคลื่อนที่ของกัปตันบรูโน่จะเป็นประโยชน์อย่างแท้จริง เมื่อการเคลื่อนที่ของเขาช่วยปรับเปลี่ยนตำแหน่งของผู้เล่นภายในโครงสร้างทีมที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. ขยับบอลเพื่อดึงบอร์นมัธออกจากตำแหน่ง ก่อนเร่งจังหวะโจมตี

ทัพ "ปีศาจแดง" ไม่ควรเข้าใจผิดว่าการเล่นอย่างดุดันมากขึ้นหมายถึงการต้องจ่ายบอลทุกครั้งด้วยความเร็วสูงสุด เพราะการเพรสซิ่งแบบเน้นประกบผู้เล่นของ บอร์นมัธ มีทั้งจุดที่ต้องระวังและช่องว่างที่สามารถใช้ประโยชน์ได้

ในเกมพบ ลิเวอร์พูล ผู้เล่นริมเส้นในแดนกลางของบอร์นมัธตามประกบฟูลแบ็กอย่างดุดัน ขณะที่มิดฟิลด์ตัวกลางก็ขยับตามคู่แข่งที่เคลื่อนออกไปด้านข้าง แต่ท้ายที่สุด ลิเวอร์พูล ปรับเปลี่ยนตำแหน่งโดย โดมินิค โซโบซไล ขยับลงมายืนในแนวแรกของการขึ้นเกม โรนัลด์ อเราโฮ เติมขึ้นไปข้างหน้า และ โกดี้ คักโป หาพื้นที่ว่างด้านในได้ การปรับเปลี่ยนเหล่านี้ช่วยนำไปสู่ประตูชัยของลิเวอร์พูล

บทเรียนที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ควรนำไปใช้ไม่ใช่การลอกเลียนแบบตำแหน่งของ ลิเวอร์พูล โดยไม่คำนึงถึงผู้เล่นที่ตัวเองมี แต่คือการบีบให้คู่แข่งต้องเลือกระหว่างการตามประกบผู้เล่นกับการรักษาพื้นที่ในเกมรับ

ตัวอย่างเช่น กองกลางของยูไนเต็ดอาจเคลื่อนที่ออกไปด้านข้างของเซนเตอร์แบ็ก เพื่อดึงปีกของบอร์นมัธให้ขยับขึ้นมาเพรสซิ่ง จากนั้นฟูลแบ็กที่เติมขึ้นไปอาจดึงตัวประกบคนถัดไปออกจากตำแหน่ง ทำให้มีผู้เล่นอีกคนสามารถรับบอลในพื้นที่ด้านในได้

ในทางกลับกัน หากการเคลื่อนที่ดังกล่าวไม่ดึงผู้เล่นของบอร์นมัธออกจากตำแหน่ง กองกลางที่ยืนลึกกว่าก็อาจพาบอลขึ้นไปข้างหน้าได้โดยตรง การตัดสินใจจ่ายบอลครั้งต่อไปจึงควรขึ้นอยู่กับปฏิกิริยาของคู่แข่ง

แนวทางนี้ยังช่วยให้ แมนฯ ยูไนเต็ด มีเหตุผลในการเปลี่ยนแกนการเล่นที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยไม่ควรจ่ายบอลข้ามไปยังปีกฝั่งตรงข้ามเพียงเพราะไม่สามารถเจาะเกมรับจากฝั่งแรกได้

4. วางระบบป้องกันก่อนเสียบอล

จังหวะที่ คาร์ลอส บาเลบา เสียการครองบอลก่อนที่ นิโก้ ปาซ จะทำประตูที่สามให้โคโม่ ถือเป็นความผิดพลาดส่วนบุคคล แต่การขาดผู้เล่นคอยป้องกันพื้นที่รอบๆ ในจังหวะดังกล่าวทำให้ผลเสียรุนแรงยิ่งขึ้น

คาร์ริค ควรใช้เหตุการณ์นี้เป็นคำถามสำคัญในการจัดโครงสร้างการครองบอลของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ว่า หากการจ่ายบอลครั้งต่อไปถูกตัด ใครจะเป็นคนหยุดหรือชะลอการบุกไปข้างหน้าของคู่แข่งได้

หลักการเบื้องต้นที่สมเหตุสมผล:

  • ฟูลแบ็กทั้งสองฝั่งไม่ควรเติมเกมรุกโดยอัตโนมัติพร้อมกัน

  • กองกลางทั้งสองคนไม่ควรขยับขึ้นไปอยู่เหนือบอลพร้อมกัน (หากฝั่งหนึ่งเติมเกมด้วยการวิ่งอ้อมแนวรับ อีกฝั่งควรหุบเข้ามาด้านในเพื่อช่วยรักษาสมดุล)

  • หากกองกลางคนหนึ่งเติมขึ้นไปสนับสนุนเกมรุก ผู้เล่นที่เหลือต้องรักษาตำแหน่งเพื่อป้องกันช่องทางตรงกลาง โดยควรมีผู้เล่นอีกคนอยู่ใกล้พอที่จะเข้ามาช่วยเหลือได้ทันที

นี่คือจุดประสงค์ของแนวทางที่เรียกว่าการจัดตำแหน่งผู้เล่นเพื่อป้องกันเกมสวนกลับระหว่างที่ทีมกำลังบุก ซึ่งไม่ใช่แค่การทิ้งผู้เล่นห้าคนไว้ด้านหลัง เพราะแม้จะมีผู้เล่นถึงห้าคน แต่หากยืนผิดตำแหน่งหรืออยู่ในแนวที่ไม่เหมาะสม การจ่ายบอลเพียงครั้งเดียวก็อาจเปิดทางให้คู่แข่งหลุดเข้าโจมตีเซนเตอร์แบ็กได้

ผู้เล่นที่อยู่ใกล้จุดเสียบอลมากที่สุดควรเข้ากดดันผู้ครองบอลก็ต่อเมื่อสามารถสร้างผลกระทบต่อการเล่นได้จริง ส่วนกองหลังคนถัดไปควรปิดกั้นช่องจ่ายบอลไปข้างหน้า แทนที่จะวิ่งเข้าใส่

5. กำหนดจังหวะการเพรสซิ่งให้ชัดเจน

การถกเถียงหลังเกมกับ โคโม่ เสี่ยงที่จะทำให้ทางเลือกของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถูกมองเหลือเพียงสองแบบที่สุดโต่ง นั่นคือ ถอยลงไปตั้งรับและปล่อยให้คู่แข่งเล่นงาน หรือเพรสซิ่งแบบตัวต่อตัวเพื่อแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น แต่ประตูที่สองแสดงให้เห็นว่าการเลือกเพียงสองแนวทางนี้ยังไม่เพียงพอ

คาร์ริคไม่จำเป็นต้องประกาศว่า แมนฯ ยูไนเต็ด จะไล่เพรสซิ่งคู่แข่งทั่วทั้งสนามในเกมกับบอร์นมัธ สิ่งที่เขาต้องทำคือกำหนด กติกาการเข้ากดดัน ที่ผู้เล่นทั้งทีมเข้าใจตรงกัน

ทางเลือกหนึ่งคือการตั้งรับในแดนกลางที่มีระยะห่างระหว่างผู้เล่นกระชับ ก่อนเปลี่ยนเป็นการเพรสซิ่งอย่างดุดันเมื่อคู่แข่งจ่ายบอลไปยังริมเส้น หรือส่งบอลให้ผู้เล่นที่หันหลังให้ประตูตัวเอง:

  • ผู้เล่นคนแรกต้องเข้ากดดันจากมุมที่ปิดทางจ่ายบอลกลับเข้าด้านใน

  • ผู้เล่นคนถัดไปต้องปิดทางเลือกในการจ่ายบอลง่ายๆ

นอกจากนี้ ต้องกำหนดให้ชัดเจนด้วยว่า จังหวะไหนควรหยุดไล่เพรสซิ่ง หากบอร์นมัธสามารถจ่ายบอลผ่านการกดดันระลอกแรกไปถึงผู้เล่นที่ว่างและหันหน้าเข้าหาประตูได้ ภารกิจจะต้องเปลี่ยนจากการแย่งบอลคืนทันที ไปเป็นการป้องกันไม่ให้คู่แข่งจ่ายบอลในจังหวะถัดไป การยังคงไล่ตามผู้เล่นคนเดิมต่อไป อาจเปิดโอกาสให้ผู้เล่นที่อันตรายที่สุดของคู่แข่งมีพื้นที่เล่นโดยไม่มีใครเข้าประกบ

6. เตรียมรับมือกับการเล่นบอลยาว

บอร์นมัธ สามารถลงโทษการเพรสซิ่งที่ขาดความประสานงานได้ โดยไม่จำเป็นต้องผ่านบอลเจาะแนวรับทุกชั้นของคู่แข่ง เพราะพวกเขามีเป้าหมายไม่ได้มีเพียงการเอาชนะในการดวลลูกกลางอากาศเท่านั้น แต่คือการเปลี่ยนจังหวะสัมผัสบอลถัดไปให้กลายเป็นการโจมตีอย่างรวดเร็ว

ดังนั้น แมนฯ ยูไนเต็ดจำเป็นต้องเตรียมรับมือในเกมรับสองจังหวะแยกจากกัน โดยเซนเตอร์แบ็กต้องเข้าดวลกับบอลแรก ขณะที่ผู้เล่นคนอื่นๆ ต้องเตรียมพร้อมสำหรับตำแหน่งที่บอลที่ตกลงมาในจังหวะสอง

  • การส่งกองกลางตัวรับทั้งสองคนเข้าไปแย่งบอลในจุดเดียวกัน เสี่ยงเปิดพื้นที่ให้ผู้เล่นที่รอเก็บบอลจังหวะสองมีอิสระ

  • ในทางกลับกัน หากยืนห่างจากจุดดวลมากเกินไป ก็จะเปิดโอกาสให้ บอร์นมัธ เก็บบอลและครองบอลต่อได้โดยไม่มีใครเข้าขัดขวาง

ฟูลแบ็กควรขยับเข้ามาด้านในเมื่อบอลถูกเปิดลอยมา ขณะที่ปีกต้องสังเกตและรับรู้ถึงผู้เล่นคู่แข่งที่กำลังวิ่งเติมขึ้นมาทางด้านนอก ส่วนกองกลางฝั่งที่บอลกำลังเล่นอยู่ต้องพร้อมเข้ากดดันผู้เล่นที่รอรับบอลจังหวะสอง โดยไม่เปิดช่องให้คู่แข่งจ่ายบอลทะลุไปด้านหลังของตัวเองได้โดยตรง

คาร์ริคยังต้องตัดสินใจด้วยว่า หลังจากทีมแย่งบอลกลับมาได้แล้ว จะให้ผู้เล่นคนใดคงตำแหน่งไว้เพื่อเป็นทางเลือกในการเล่นต่อ หากผู้เล่นแนวรุกทุกคนถอยลงไปยืนอยู่ในแนวลึกเดียวกันทั้งหมด แมนฯ ยูฯ อาจเก็บบอลจังหวะสองได้สำเร็จ แต่สุดท้ายก็ต้องเสียการครองบอลกลับไปอีกครั้ง




ที่มาของภาพ : Getty Images
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport