แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังฟอร์มสะดุด หลังเปิดบ้านเสมอ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ 1-1 ทั้งที่นำก่อนและมีผู้เล่นมากกว่าช่วงท้ายเกม ผลงานน่าผิดหวังทำให้เสียงโห่จากแฟนบอลดังขึ้น ขณะที่ คาร์ลอส บาเลบา กลายเป็นหนึ่งในไม่กี่จุดสว่างจากการประเดิมสนามที่น่าประทับใจ
เข้าใจบทบาทและความต้องการแล้วครับ ขออนุญาตนำเนื้อหาข่าวมาตรวจทานคำผิด เว้นวรรค และจัดรูปแบบใหม่ให้ถูกต้องตามหลักภาษาไทย พร้อมความสะอาด เรียบร้อย เพื่อให้คุณสามารถนำไปคัดลอกลงระบบ CMS ได้ทันทีครับ
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังไม่ฟื้นจากฟอร์มน่าผิดหวัง โดยพวกเขาทำได้แค่เสมอ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ 1-1 คาโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยเกมนี้ "ผีแดง" มีผู้เล่นเหนือกว่า เนื่องจากนักเตะทีมเยือนโดนใบแดงช่วงท้ายเกม แต่พวกเขาไม่สามารถรักษาฟอร์มเอาไว้ได้ และตอนนี้ ไมเคิ่ล คาร์ริค คงหนาว ๆ ร้อน ๆ สำหรับอนาคตในการคุมทีม แต่ในความน่าผิดหวัง อย่างน้อย ๆ ก็มีแสงสว่างอยู่บ้าง เพราะเกมนี้ คาร์ลอส บาเลบา ลงเล่นเปิดตัวกับทีม พร้อมกับโชว์ฟอร์มได้อย่างน่าประทับใจ
สาวก "เร้ดส์ อาร์มี่" ขึ้นชื่อเรื่องความอดทน หากเป็นสโมสรอื่น ทีมคงต้องเผชิญกับเสียงวิจารณ์อย่างหนักจากผลงานที่ย่ำแย่ตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แต่ไม่ว่าแฟนบอลทีมไหนต่างก็มีขีดจำกัดความอดทนของตัวเอง
การที่แฟนบอลจะส่งเสียงโห่นักเตะหรือคนของทีมตัวเองนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เห็นได้จากการที่พวกเขายังคงสนับสนุน โอเล่ กุนนาร์ โซลชา มาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม ไมเคิ่ล คาร์ริค ก็เคยได้ยินเสียงโห่จากเด็กผีที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดมาแล้ว หลัง แมนฯ ยูไนเต็ด ปล่อยให้ ไบรท์ตัน แซงจากที่นำ 2-0 ก่อนพ่ายแพ้ในศึกคาราบาว คัพ เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน
ระหว่างเกมกับ สเปอร์ส ซึ่ง แมนฯ ยูไนเต็ด โชว์ฟอร์มในครึ่งแรกได้น่าผิดหวังมากๆ เสียงโห่เริ่มดังขึ้นขณะที่ทีมเยือนยังคงครองเกมเหนือกว่า และความไม่พอใจของแฟนบอลก็ถึงขีดสุดในช่วงกลางครึ่งแรก แม้ทัพ "ปีศาจแดง" จะฮึดกลับมาและเล่นได้ดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป แต่ผลงานแบบนี้ยังไม่ดีพอ และตอนนี้พวกเขาแสดงความไม่พอใจให้ทั้งนักเตะและกุนซือได้รับรู้แล้ว
สำหรับตอนนี้ คาร์ริค ไม่อาจหลีกเลี่ยงคำวิจารณ์ได้ เมื่อทิศทางของทีมดูเหมือนกำลังมุ่งไปในทางที่ผิด และยิ่งไปกว่านั้น เจ้าถิ่นยังถูกแฟนบอลตัวเองส่งเสียงโห่ใส่อีกครั้งเมื่อสิ้นเสียงนกหวีดสุดท้าย
ตอนนี้มีวลีเด็ดว่อนไปทั่วโซเชียลว่าเล่น 11 คนเท่ากันไม่กลัว แต่ถ้าคู่แข่งเหลือ 10 คนงานนี้มีหลอน! จากสถานการณ์ที่ควรจะได้เปลี่ยนเรื่องตัวผู้เล่น กลายเป็นว่าตอนนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด กลับไม่สามารถใช้ความได้เปรียบนี้ให้เกิดประโยชน์ได้
ก่อนหน้านี้ ทีมของกุนซือไมเคิ่ล คาร์ริค เคยได้เปรียบเรื่องตัวผู้เล่นตั้งแต่ครึ่งแรกในเกมแมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ แต่กลายเป็นว่าพวกเขาไม่สามารถเจาะแนวรับของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้ และเมื่อเวลาผ่านไป "เรือใบสีฟ้า" ยิ่งมั่นใจทำให้พวกเขาสามารถตอบโต้ และได้ประตูชัยจากผลงานของ เออร์ลิง ฮาลันด์
สำหรับแมตช์นี้ "ผีแดง" ได้ประตูนำในช่วงนาทีที่ 73 จาก ไบรอัน เอ็มเบอโม่ และอีกแค่ 5 นาที โรดริโก้ เบนตันกูร์ ซึ่งลงเป็นตัวสำรองดันมีปัญหากับ ลุค ชอว์ และทะลึ่งตบะแตกใช้ศีรษะโขกแบ็กซ้าย ส่งผลให้โดนใบแดงเป็นของชำร่วย
แทนที่มีผู้เล่นเหนือกว่า และอยู่ในช่วงท้ายเกม แมนฯ ยูฯ น่าจะคุมสถานการณ์ได้ และมีความเด็ดขาดเพื่อจะปิดเกมนี้ แต่ดันเล่นกดดันตัวเอง และความผิดพลาดของ ลิซานโดร มาร์ตีเนซ ทำให้พวกเขาต้องเสียหาย จากสามคะแนนเหลือแต้มเดียว และมันส่งผลให้อันดับในตารางลีกของพวกเขาอยู่ที่ 12
ประเด็นสำคัญที่ถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับการคว้าตัว คาร์ลอส บาเลบา คือเขาจะรับมือกับแรงกดดันจากการเป็นนักเตะ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้หรือไม่ หลังเจ้าตัวทำผลงานได้อย่างย่ำแย่กับ ไบรท์ตัน ภายหลังมีข่าวว่า "ผีแดง" ให้ความสนใจจนทำให้เริ่มเสียสมาธิ
หากนักเตะรับมือกับแรงกดดันเหล่านั้นไม่ได้ คำถามต่อมาก็คือ บาเลบา มีสภาพจิตใจแข็งแกร่งพอที่จะลงเล่นให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ในสถานการณ์ที่ยากลำบากหรือไม่? โดยในเกมพบ สเปอร์ส เจ้าตัวตอบคำถามเหล่านั้นได้หมดแล้ว!
บาเลบา ถูกส่งลงสนามท่ามกลางบรรยากาศที่เกือบจะเป็นพิษในโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เมื่อแฟนบอลเริ่มแสดงความไม่พอใจต่อนักเตะที่ปล่อยให้ทีมซึ่งรั้งอยู่ท้ายตารางทำผลงานได้เหนือกว่า และกดดันจนทีมเป๋ไปเป๋มา
ดาวเตะชาวแคเมอรูน แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาไม่ได้ใส่ใจกับแรงกดดันเหล่านั้นเลย เพราะการสัมผัสบอลครั้งแรกแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่ต้องการพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า ตัวเองคู่ควรกับการลงเล่นบนเวทีระดับนี้
มีหลายจังหวะที่ บาเลบา ถูกนักเตะสเปอร์สเข้ามากดดัน แต่เขาไม่หวั่นไหว และใช้ร่างกายบังบอลจากคู่แข่ง ก่อนพลิกตัวหาพื้นที่ว่างได้อย่างน่าเหลือเชื่อ พร้อมกับจ่ายบอลทะลุพื้นที่ว่างอย่างยอดเยี่ยมให้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส
ตลอดระยะเวลาครึ่งชั่วโมงที่อยู่ในสนาม บาเลบา เล่นด้วยความมั่นใจ และสามารถสอดประสานร่วมกับ ค็อบบี้ เมนู ได้เป็นอย่างดี ดังนั้นนี่อาจจะเป็นการตอบโจทย์ของ คาร์ริค สำหรับคู่หูแดนกลางที่เฝ้ารอมานาน
หลังจบช่วงฟีฟ่าเดย์ นักเตะสเปอร์สเหมือนไปกินของดีของเด็ดอะไรมา เพราะนับตั้งแต่ที่เสียงนกหวีดยาวของผู้ตัดสินดังขึ้น พวกเขาวิ่งไล่เพรสซิ่งเป็นบ้าเป็นหลัง จนทำให้ผู้เล่นเจ้าบ้านกางตำรารับมือไม่ถูกจนเล่นไม่ออก
การวิ่งไล่บดบี้ขยี้แหลกแบบไม่กลัวโดนสวนกลับทำให้ แมนฯ ยูฯ ส่งบอลกันสะเปะสะปะ และพวกเขาเกือบต้องเสียหายจากจังหวะที่ เซนเน่อ ลัมเมนส์ ส่งบอลให้เพื่อนร่วมทีมไม่ได้ จนโดนแย่งบริเวณกรอบเขตโทษ เดชะบุญที่ โดมินิค โซลันกี้ ซัดไปติดมือนายทวารชาวเบลเยียม
จังหวะการเพรสซิ่งของ สเปอร์ส ถือว่าทำได้ดีมากๆ เพราะทำให้พวกเขาสามารถกดดัน แมนฯ ยูไนเต็ด จนแทบไม่ได้ขึ้นเกมรุก ในขณะเดียวกันเกมรับก็เล่นได้อย่างเหนียวแน่น มีจังหวะพลาดไม่กี่ครั้ง
สกอร์ 0-0 ในครึ่งแรกถือว่าน่าผิดหวังสำหรับแฟนบอล และนักเตะสเปอร์ส เมื่อเทียบกับโอกาสและการคุมเกมที่เหนือกว่าของพวกเขา ขณะที่ครึ่งหลังต้องยอมรับว่า แมนฯ ยูฯ ยกระดับการเล่นได้ดีขึ้น และนั่นทำให้พวกเขาคู่ควรกับการได้ประตูนำ 1-0
อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุด สเปอร์ส สามารถตีเสมอ 1-1 ได้ และคว้า 1 แต้มสำคัญกลับออกมาจาก โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ซึ่งถือว่าเป็นผลการแข่งขันที่ยุติธรรมแล้ว ยกเว้นสำหรับแฟนบอล "ไก่เดือยทอง" และ "ปีศาจแดง"
ก้าวทีละแต้ม เสมอเป็นว่าเล่น ชนะแทบไม่เจอ! กลายเป็นเรื่องสัพยอกในสื่อสังคมออนไลน์ หลังจากที่ แมนฯ ยูฯ ทำสถิติลงสนามในเกมพรีเมียร์ลีก 6 แมตช์ เก็บได้ 6 คะแนน และรั้งอยู่อันดับ 12 ในตารางลีก
ก่อนเปิดซีซั่นเด็กผีคาดหวังว่า คาร์ริค ซึ่งได้รับสัญญาคุมทีมถาวร จะสามารถสานต่อฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมจากฤดูกาลที่แล้วมาสู่ซีซั่นนี้ แต่ทุกอย่างกลับพังทลายไม่เป็นท่าเมื่อพวกเขาเปิดฉากด้วยการแพ้ ฮัลล์ ซิตี้ น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ 0-2
หลังจากนั้นก็แก้ตัวได้ด้วยการไล่ต้อน อิปสวิช ทาวน์ น้องใหม่อีกราย 5-2 ซึ่งดูเหมือนว่าทุกอย่างน่าจะเข้าที่เข้าทาง และทำให้แฟนบอลแมนฯ ยูฯ เริ่มยิ้มออกพร้อมกับคิดว่าต่อจากนี้ไปพวกเขาจะกลับมาสู่เส้นทางที่ถูกต้องอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม วิมานที่วาดเอาไว้ล้มพังไม่เป็นท่า เพราะ 4 เกมในลีกหลังจากนั้นทีมสะกดคำว่า "ชนะ" ไม่เป็นเลย โดยเริ่มตั้งแต่การเสมอ เอฟเวอร์ตัน (2-2) ตามด้วยแพ้ แมนฯ ซิตี้ (0-1) จากนั้นก็เสมอ ฟูแล่ม (1-1) และล่าสุดเสมอ สเปอร์ส (1-1)
นับจากนี้ไปเบื้องหน้า คาร์ริค ต้องเจอกับแรงกดดันมหาศาลในการคุมทีม เพราะถ้าหากเขาไม่สามารถดึงศักยภาพของ แมนฯ ยูฯ กลับมาได้ เสียงโห่ในสนามจะเพิ่มมากขึ้น และอาจส่งผลต่ออนาคตในการกุมบังเหียนของเขา