ลิเวอร์พูล ต้องพัก ฟาน ไดค์! เปิดเหตุผลลดภาระกัปตันหงส์วัย 35 ปี

ลิเวอร์พูล ต้องพัก ฟาน ไดค์! เปิดเหตุผลลดภาระกัปตันหงส์วัย 35 ปี
เจาะเหตุผล ลิเวอร์พูล ต้องลดภาระ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ หลังลงเล่น 55 นัด รวม 4,940 นาทีซีซั่นก่อน แม้ยังฟอร์มแกร่ง แต่การโรเตชั่นคือกุญแจยืดอายุค้าแข้ง

การที่ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ยังลงเล่นครบทุกนาทีให้ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ตลอด 4 นัดล่าสุด พร้อมก้าวผ่านหลัก 100 นัดในนามทีมชาติ เป็นอีกครั้งที่แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของกองหลังวัย 35 ปี

แต่สำหรับ ลิเวอร์พูล นี่อาจเป็นช่วงเวลาที่ต้องเริ่มคิดในอีกมุม

ไม่ใช่ว่า ฟาน ไดค์ ยังดีพอหรือไม่ แต่คือจะทำอย่างไรให้หนึ่งในนักเตะสำคัญที่สุดของทีมยังรักษามาตรฐานนี้เอาไว้ได้นานที่สุด

ก่อนกลับมาลงสนามพบ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในพรีเมียร์ลีกสุดสัปดาห์นี้ ลิเวอร์พูลกำลังอยู่ในช่วงที่เกมรับเริ่มลงตัว หลังเก็บคลีนชีต 3 นัดติดต่อกันในลีก ซึ่งเป็นผลงานดีที่สุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2024

การประสานงานระหว่าง ฟาน ไดค์ กับ เฌเรมี่ ฌักเก้ต์ กองหลังตัวใหม่ เป็นส่วนสำคัญของพัฒนาการดังกล่าว และยิ่งตอกย้ำว่า กัปตันทีมชาวดัตช์ยังมีความสำคัญต่อแนวรับของ ลิเวอร์พูล มากเพียงใด

ด้วยเหตุนี้ การบริหารจำนวนนาทีของเขาจึงอาจกลายเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญของ อันโดนี่ อิราโอล่า

เกือบ 5,000 นาทีในฤดูกาลเดียว

ฟาน ไดค์ เป็นกำลังหลักของ ลิเวอร์พูล มาตลอดนับตั้งแต่ย้ายจาก เซาธ์แฮมป์ตัน เมื่อเดือนมกราคม 2018 และฤดูกาล 2025/26 กลายเป็นซีซั่นที่เขาถูกใช้งานหนักที่สุดนับตั้งแต่มาอยู่กับสโมสร

เขาลงเล่นครบทุกนาทีในพรีเมียร์ลีก และลงสนามรวม 55 นัดในทุกรายการ คิดเป็น 4,940 นาที มากที่สุดตลอดช่วงเวลาของเขากับ ลิเวอร์พูล

จำนวนนาทีที่ ฟาน ไดค์ ลงเล่นให้ ลิเวอร์พูล ในทุกรายการ

2025/26 — 4,940 นาที

2024/25 — 4,436 นาที

2023/24 — 4,073 นาที

2022/23 — 3,645 นาที

2021/22 — 4,620 นาที

2020/21 — 595 นาที

2019/20 — 4,500 นาที

2018/19 — 4,464 นาที

ตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมภารกิจกับทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ซึ่ง ฟาน ไดค์ ยังคงเป็นกำลังหลักและรับบทกัปตันทีม

35 ปี แต่หลายสถิติยังไม่ถอยลง

สิ่งที่น่าสนใจคือ ภาระการลงสนามจำนวนมากยังไม่ได้ทำให้ประสิทธิภาพของ ฟาน ไดค์ ลดลงอย่างชัดเจน

เมื่อเปรียบเทียบผลงานก่อนและหลังอายุ 32 ปี เปอร์เซ็นต์ชนะการดวลตัวต่อตัวของเขาเพิ่มจาก 72.6% เป็น 73.4% ขณะที่การดวลลูกกลางอากาศยังอยู่ในระดับใกล้เคียงเดิม จาก 76% เป็น 75.4%

จำนวนการทำฟาวล์ลดจาก 0.54 เหลือ 0.35 ขณะที่การแย่งบอลคืนเพิ่มจาก 3.40 เป็น 5.56

ที่สำคัญ จำนวนประตูที่ทีมเสียขณะ ฟาน ไดค์ อยู่ในสนามลดจาก 1.18 เหลือ 0.79 และค่าคาดหวังการเสียประตูของทีมลดจาก 1.18 เหลือ 0.69

ความสามารถในการอ่านเกมและเลือกจังหวะจึงยังช่วยให้เขารักษามาตรฐานได้ แม้เข้าสู่ช่วงปลายของอาชีพแล้ว

ยิ่งเมื่อย้อนกลับไปถึงอาการบาดเจ็บเอ็นไขว้หน้าหัวเข่าที่ทำให้แทบไม่ได้ลงเล่นในฤดูกาล 2020/21 การกลับมายืนระยะด้วยจำนวนเกมระดับนี้ยิ่งสะท้อนถึงสภาพร่างกายและความเป็นมืออาชีพของเจ้าตัว

แต่ ลิเวอร์พูล ไม่ควรฝากทุกอย่างไว้กับความแข็งแกร่งของ ฟาน ไดค์

ปัญหาคือความยอดเยี่ยมของ ฟาน ไดค์ อาจทำให้ ลิเวอร์พูล เคยชินกับการใช้งานเขาแทบทุกเกม

ฤดูกาลที่ผ่านมา ทีมมีตัวเลือกเซนเตอร์แบ็กระดับทีมชุดใหญ่จำกัด จนแทบไม่มีโอกาสพักกัปตันทีม แม้กระทั่งบางเกมในฟุตบอลถ้วยที่ตามปกติควรเป็นพื้นที่สำหรับการหมุนเวียนผู้เล่น

เมื่อเข้าสู่วัย 35 ปี การคาดหวังให้ ฟาน ไดค์ ลงเล่นใกล้ 5,000 นาทีต่อฤดูกาล ต่อเนื่องจึงเป็นความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น

ไม่ว่าจะดูแลร่างกายดีเพียงใด อายุ ปริมาณการแข่งขัน และระยะเวลาพักฟื้นล้วนเป็นปัจจัยที่ ลิเวอร์พูล ต้องนำมาพิจารณา โดยเฉพาะในฟุตบอลที่ความเข้มข้นของเกมเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

ตัวเลือกแนวรับเพิ่ม ถึงเวลาบริหารนาทีให้กัปตัน

ข่าวดีสำหรับ อิราโอล่า คือทางเลือกในแนวรับกำลังเพิ่มขึ้น

โจ โกเมซ กลับมาลงสนามแล้ว ขณะที่ โรนัลด์ อาเราโฮ สามารถขยับกลับมาเล่นเซนเตอร์แบ็กได้เมื่อจำเป็น และ โจวานนี่ เลโอนี่ กำลังอยู่ในขั้นตอนกลับมาซ้อมเต็มรูปแบบ

เมื่อรวมกับ ฌักเก้ต์ นั่นทำให้ ลิเวอร์พูล มีโอกาสหมุนเวียนแนวรับมากกว่าฤดูกาลที่ผ่านมา

การพัก ฟาน ไดค์ ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการตัดเขาออกจากเกมสำคัญ แต่อาจเป็นการเปลี่ยนออกเร็วขึ้นเมื่อสถานการณ์เอื้อ ให้พักในบางเกมที่สามารถหมุนเวียนได้ หรือเลือกใช้งานอย่างเต็มที่เฉพาะนัดที่ต้องการประสบการณ์และคุณภาพของเขามากที่สุด

แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดภาระของกัปตันทีม แต่ยังเปิดโอกาสให้กองหลังคนอื่นสะสมประสบการณ์และเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ฟาน ไดค์ เป็นคนที่คอยปกป้อง ลิเวอร์พูล

หากสโมสรต้องการให้เขายังคงทำหน้าที่นั้นต่อไปได้นานที่สุด ถึงเวลาแล้วที่ ลิเวอร์พูล ต้องเริ่มปกป้อง ฟาน ไดค์ ด้วยการบริหารจำนวนนาทีของเขาอย่างจริงจัง




ที่มาของภาพ : gettyimages
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport