หลังจบช่วงพักเบรกทีมชาติ หรือ "ฟีฟ่าเดย์" ลิเวอร์พูล เตรียมตัวเตรียมใจที่จะต้องเจอกับโปรแกรมที่แน่นเอี๊ยดในเดือนตุลาคม โดยทัพ "หงส์แดง" มีคิวลงสนามถึง 6 นัดใน 3 รายการภายในระยะเวลา 17 วัน
อันโดนี อิราโอล่า ผ่านช่วงเวลาปรับตัวกับทีมมาแล้ว และกำลังเริ่มเรียนรู้ว่ามีนักเตะคนใดบ้างที่เขาสามารถไว้วางใจได้ หลังจากเริ่มมี 11 ตัวจริงที่ค่อนข้างชัดเจนแล้ว ตอนนี้เขาต้องเรียนรู้วิธีหมุนเวียนผู้เล่นในทีม เพราะทีมมีเวลาพักไม่มากนัก
แน่นอนว่าการโรเตชั่นเป็นสิ่งที่ อิราโอล่า รู้อยู่แล้วสำหรับการคุมทีมใหญ่ที่มีโปรแกรมลงสนามทั้งในประเทศ และฟุตบอลถ้วยยุโรป ดังนั้นเขาต้องติวเข้มลูกทีมให้พร้อมสำหรับการลงสนามเพื่อทดแทนกันและกัน และทำให้ทีมสามารถเดินหน้าคว้าชัยชนะในทุกรายการที่ลงแข่งขัน
11 ตุลาคม : แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (เหย้า)
แทบจะเหมือนถูกลิขิตเอาไว้แล้วว่า ลิเวอร์พูล จะเป็นคู่แข่งทีมแรกของ แมนฯ ซิตี้ หลังทัพ "เรือใบสีฟ้า" เพิ่งถูกพรีเมียร์ลีกตัดสินว่ามีความผิด 114 จาก 115 กระทงในข้อหาละเมิดกฎการเงิน
หลังจากห่างหายจากการแข่งขันไปเกือบหนึ่งเดือน สาวก "เดอะ ค็อป" จะกลับมาส่งเสียงเชียร์กันอย่างคึกคักในเกมนี้ พร้อมถ่ายทอดพลังจากบนอัฒจันทร์ลงสู่สนาม แถมอาจจจะมีส่งเสียงกดดันด้วยการล้อเลียนเรื่องคดีฉาวของทีมเยือนด้วย
ทีมของกุนซือเอ็นโซ่ มาเรสก้า คว้าชัยชนะทั้ง 5 นัดในลีกที่ลงเล่นฤดูกาลนี้ ดังนั้นแมตช์นี้จะเป็นบทพิสูจน์ของพวกเขาว่าจะสามารถรับแรงกดดันจากแฟนบอลคู่แข่งที่เตรียมส่งเสียงโห่จากคดีฉาวหรือไม่
14 ตุลาคม : ลาสค์ ลินซ์ (เยือน)
ลิเวอร์พูล มีคิวเดินทางไปเยือน ลาสค์ ลินซ์ ที่ประเทศออสเตรีย และแน่นอนว่าการออกไปเล่นนอกบ้านเป็นงานที่ยากพอสมควร เพราะต้องเจอกับการเดินทาง และเสียงเชียร์ของเจ้าบ้าน
สำหรับแชมป์ลีกออสเตรีย ผลงานก็ไม่ธรรมดา โดยนี้สร้างปาฏิหาริย์สุดเหลือเชื่อ ด้วยการพลิกสถานการณ์จากที่ตามหลัง เซลติก 0-4 ในเลกแรก ก่อนยิงถึง 5 ประตูในเลกสอง และเข้ารอบ ลีก เฟส ด้วยสกอร์รวม 5-4
ตามทฤษฎีแล้ว เกมนี้ควรเป็น 3 คะแนนของ ลิเวอร์พูล แต่บทเรียนจากรอบคัดเลือกรอบสุดท้ายแสดงให้เห็นว่า หากประมาทและมองข้าม ลาสค์ ลินซ์ ก็อาจต้องเจอกับบทลงโทษที่คาดไม่ถึง!
17 ตุลาคม : เบรนท์ฟอร์ด (เยือน)
ทัพ "หงส์แดง" จะต้องเจอกับงานหนักในการบุกไปเยือน เบรนท์ฟอร์ด ในเกมวันเสาร์ หลังจากที่พวกเขาได้พักประมาณสามวันจากการออกไปเยือน ลินซ์ ช่วงกลางสัปดาห์ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก .
อิราโอล่า รู้ดีถึงอันตรายของทัพ "ผึ้งพิฆาต" เป็นอย่างดี หลังจากเห็นพวกเขาเปิดบ้านเอาชนะทั้ง "ไก่เดือยทอง" ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ และ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ด้วยสกอร์ 3-0 ทั้งสองเกมมาแล้วในฤดูกาลนี้
เบนท์ฟอร์ด จะได้เปรียบจากการไม่มีโปรแกรมกลางสัปดาห์ก่อนลงเล่นนัดนี้ หาก ลิเวอร์พูล ต้องการคว้าชัย พวกเขาอาจการเล่นแบบฉกฉวยโอกาส คล้ายกับที่ทำได้ในเกมพบ บอร์นมัธ
20 ตุลาคม : บียาร์เรอัล (เหย้า)
หลังจบเกมกับ เบรนท์ฟอร์ด ทัพ "เดอะ เร้ดส์" จะกลับเข้าสู่เส้นทางแชมเปี้ยนส์ ลีก ทันที โดยเตรียมรับมือกับ บียาร์เรอัล ซึ่งเป็นเกมแรกจากโปรแกรมลงเล่นในบ้าน 4 นัดติดต่อกัน
ทัพ "เรือดำน้ำสีเหลือง" จบอันดับ 3 ใน ลา ลีกา เมื่อฤดูกาลที่แล้ว โดยมีคะแนนเหนือ แอตเลติโก มาดริด 3 คะแนน แต่ยังตามหลัง เรอัล มาดริด ถึง 14 คะแนน แต่ผลงานของพวกเขาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าคู่ควรกับการลงเล่นในเกมถ้วยใบโตยุโรป
ลิเวอร์พูล เคยพบกับ บียาร์เรอัล มาแล้วโดยเฉพาะในรอบรองชนะเลิศรายการนี้ โดย "หงส์แดง" ในยุค เจอร์เก้น คล็อปป์ เขี่ย คู่แข่งจากแดนกระทิงดุ ตกรอบตัดเชือกเมื่อปี 2022 หลังจากก่อนหน้านั้นเคยเอาชนะพวกเขาได้ในรอบ 4 ทีมสุดท้าย เกมยูโรปา ลีก ปี 2016
25 ตุลาคม : ไบรท์ตัน (เหย้า)
ลิเวอร์พูล จะมีเวลาพักเต็ม 4 วันก่อนลงสนามพบ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน ซึ่งเป็นคู่แข่งที่ "หงส์แดง" เอาชนะได้ตลอด 4 ครั้งหลังสุดที่พบกันในถิ่นแอนฟิลด์
ผลงานของ ไบรท์ตัน ก่อนช่วงพักเบรกทีมชาติ โดดเด่นมากๆ โดยพวกเขารั้งอันดับ 3 บนตารางพรีเมียร์ลีก ด้วยการชนะ 3 นัด และเสมอ 1 นัด จาก 5 เกมแรกของฤดูกาล
ลิเวอร์พูล หวังว่าฟอร์มอันยอดเยี่ยมในช่วงต้นฤดูกาลของทัพ "นกนางนวล" จะดร็อปลงไปบ้างก่อนที่พวกเขาเดินทางมาเยือนย่านเมอร์ซี่ย์ไซด์
28 ตุลาคม : เชลซี (เหย้า)
ลิเวอร์พูล ต้องเจอกับโปรแกรมที่ค่อนข้างหนักเหลือเกินเมื่อมีคิวต้องต้อนรับการมาเยือนของ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ในศึกคาราบาว คัพ รอบ 4
แมตช์นี้ ชาบี อลอนโซ่ จะกลับมาเยือนถิ่นแอนฟิลด์ในฐานะผู้จัดการทีมคู่แข่งเป็นฤดูกาลที่ 3 ติดต่อกัน โดยครั้งนี้เขาจะนำ เชลซี มาทำศึกช่วงกลางสัปดาห์ ซึ่งจะเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับทัพ "หงส์แดง"
แม้ปัจจุบัน เชลซี มีจุดอ่อนเรื่องเกมรับโดยพวกเขาเสียประตูค่อนข้างมาก ทำให้ อลอนโซ่ มีปัญหาหลายอย่างที่ต้องแก้ไขก่อนที่ทีมจะสามารถเดินหน้าต่อได้อย่างเต็มที่ แต่ในขณะเดียวกัน "สิงห์บลูส์" ก็มีเกมรุกที่ดุดัน
สำหรับเกมคาราบาว คัพ นัดนี้จะเกิดขึ้นเพียงสี่วันก่อนที่แอนฟิลด์จะเป็นสังเวียนจัดการแข่งขันนัดที่ 4 ติดต่อกัน โดยเป็นเกม "บิ๊กแมตช์" ต้อนรับ อาร์เซน่อล จะมาเยือนในวันที่ 1 พฤศจิกายน