กางสถิติตัวเลขฟอร์มการเล่นของ มาร์คัส แรชฟอร์ด เปรียบเทียบกับแนวรุกรายอื่นของ แมนยูไนเต็ด ทั้ง ไบรอัน เอ็มเบอร์โม่, มาเตอุส คุนญ่า และ เบนยามิน เชชโก้ ที่ต่างก็มีส่วนร่วมกับประตูแล้วทั้งหมด ต่างจาก 'เดอะ แรช' ที่สถิติยังคงเป็นศูนย์
เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า...
1. ก่อนอื่นเลย ผมอยากให้ทุกท่านดูผู้เล่นในหน่วยล่าสังหารที่ปีศาจแดงจากการทำงานของ ไมเคิ่ล คาร์ริค จัดลงไปเป็นประจำ
ฤดูกาลนี้ หลังจากผ่านไป 5 นัดในพรีเมียร์ลีก บรูโน่ แฟร์นันด์ส ตำแหน่งเบอร์ 10 หัวหอกคือ มาเตอุส คุนญ่า หน้าขวา ไบรอัน เอ็มเบอร์โม่ และหน้าซ้าย มาร์คัส แรชฟอร์ด
ฤดูกาลที่แล้วที่ 'พี่ไมค์' คุมทีมไป 17 นัด แผนกเกมรุกที่ใช้ประจำ บรูโน่ แฟร์นันด์ส เบอร์ 10 หัวหอกตัวเป้าเป็น เบนยามิน เชชโก้ (สลับกับ ไบรอัน เอ็มเบอโม่) หน้าขวาไบรอัน เอ็มเบอโม่ (สลับกับ อาหมัด ดิยัลโล่) และหน้าซ้าย มาเตอุส คุนญ่า
สังเกตเห็นสิ่งแปลกปลอม เอ๊ย! สังเกตเห็นความแตกต่างเพียงจุดเล็กๆ ไหมครับ
2. การบาดเจ็บของ อาหมัด ทำให้ ไบรอัน เอ็มเบอโม่ ต้องกลับมาประการทางขวา ทั้งๆ ที่ช่วงปลายฤดูกาลที่แล้ว รวมถึงช่วงพรีซีซั่น เขาถูกขยับไปฝึกในตำแหน่งหน้าเป้าจนชำนาญ
และการกลับมาของ มาร์คัส แรชฟอร์ด ทำให้ มาเตอุส คุนญ่า ต้องเล่นเป็น 'กองหน้าตัวปลอม' (False9) เพราะ เบนยามิน เชชโก้ ยังไม่ได้รับอนุญาตจากทั้งสภาพร่างกาย และฟอร์มการเล่นให้เป็นตัวจริง
จังหวะการบุกเข้าทำประตูของ แมนยูไนเต็ด ฤดูกาลนี้ดูตะกุกตะกักยังไงชอบกล ผิดกับ 17 นัดสุดท้ายของฤดูกาลที่แล้วอย่างชัดเจน เพราะนักเซิร์ฟชาวแซมบ้า ไม่ใช่ผู้เล่นเบอร์ 9 ขนานแท้ เขาชอบลงมาล้วงบอลและทำเกมเองจนไม่อยู่ในตำแหน่งที่ควรจะอยู่
3. หนักกว่านั้นคือนักเตะจอมปาร์ตี้ที่เพื่อนๆ เรียกว่า 'แรชชี่'
นัดแรก (แพ้ ฮัลล์ 2-0) เขาลงมาเป็นตัวสำรองแล้วสร้างความวูบวาบจึงได้ลงเป็นตัวจริงในเกมถล่ม อิปสวิช 5-2
เกมต่อมากับ เอฟเวอร์ตัน ดาวเตะวัย 28 ผู้นี้สร้างความปั่นป่วนให้เกมรับคู่แข่งพอสมควร แต่กลับถูกเปลี่ยนตัวออกจนกุนซือปีศาจแดงถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเปลี่ยนออกหาป้ามึงเหรอครับ
ในศึกแมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ นอกจากจังหวะตะบันฟรีคิกไปชนเสาก็ไม่มีอะไรน่าจดจำมากกว่าผู้เล่นที่ชอบทำบอลเสีย
กระทั่งเกมล่าสุดที่ขอบอกว่า...น่ารำคาญมาก
คือพยายามจะเลี้ยง พยานามจะมุดก็ติด
เปิดบอล ถ้าไม่ขาดก็เกิน
ต่อเมื่อมีโอกาสสับไกทำลายตาข่ายก็ทำได้น่าผิดหวังสุดๆ
บ่อยครั้งที่เพื่อนร่วมทีมอุตส่าห์ต่อบอลทำเกมรุกขึ้นมาดีๆ
พอบอลไปถึงตีน มาร์คัส แรชฟอร์ด เท่านั้นแหละ
จบข่าว !!!
4. ทีนี้มาดูสถิติของ 'เดอะ แรช' กันบ้างนะครับ
นับตั้งแต่เปิดฤดูกาล เขาลงตัวจริงในพรีเมียร์ลีก 4 นัด สำรอง 1 นัด และลงตัวจริงใน ลีก คัพ อีก 1 นัด รวมเป็นเวลาทั้งหมด 435 นาที โดยแทบไม่มีส่วนร่วมกับประตูของ แมนยูไนเต็ด เลยสักเม็ดเดียว (ยิง 0 แอสซิสต์ 0)
อนึ่ง ส่วนร่วมเพียงหนึ่งเดียวกับการทำประตูคือจังหวะแย่งบอลจากคู่แข่งแล้วยิงไปติดนายทวารของ ไบรท์ตัน ก่อน เมสัน เมาท์ จะซ้ำเข้าไปในเกม ลีก คัพ ที่คาบ้านนั่นแหละ
เทียบกับผู้เล่นคนอื่นในแผนกเดียวกัน (ทุกรายการ)
ไบรอัน เอ็มเบอโม่ ยิง 2 แอสซิสต์ 1
มาเตอุส คุนญ่า ยิง 2 แอสซิสต์ 1
เบนยามิน เชชโก้ ยิง 2 แอสซิสต์ 0
ขนาด แพทริค ดอร์กู ยังทำ 'แอสซิสต์' ไปแล้วเลย 555
แทบไร้ประโยชน์ในเกมรุกไม่พอ การเล่นเกมรับก็ดูจะกระตือรือร้นแค่ในช่วงแรกๆ เท่านั้น ก่อนจะอ่อนกำลังลงเรื่อยๆ จนชักจะใกล้เคียงของเดิมเข้าไปทุกที !!!
5. หลังเกมล่าสุด ไมเคิ่ล คาร์ริค พูดถึงเจ้าของเสื้อหมายเลข 9 คนปัจจุบันว่า...
"ผมคิดว่าเขาอันตรายนะ เขาน่าจะทำได้ 2 ประตูในวันนี้ เขาพาตัวเองไปอยู่ในตำแหน่งที่ดี เพียงแต่มันยังไม่ลงล็อคแค่นั้น และเดี๋ยวมันจะมา มันจะมาแน่"
"เราต้องถอดเขาออกเพราะเขามีปัญหา (อาการเจ็บ) เล็กน้อย เรารู้จัก มาร์คัส ดี เรารู้ว่าจะดึงสิ่งที่ดีที่สุดออกมาจากเขายังไง เราก็จะทำแบบนั้นต่อไป"
อืมมมมมม...นะ
โทษฐานของผู้ที่นับถือธงผืนเดียวกัน ดูเหมือน 'พี่ไมค์' จะเอ็นดูลูกกรอกคะนองตนนี้เป็นพิเศษ ผิดกับกุนซือคนเก่าอย่าง รูเบน อโมริม ที่เอาปังตอมาสับหางของเขาขาดทันทีที่ทำเป็นก๋ากั่าว่า...
'ต้องการความท้าทายใหม่ๆ'
อย่างน้อย กุนซือชาวโปรตุเกสก็ยังมีดวงตาที่เห็นธรรม และเด็ดขาดในเรื่องแบบนี้
ว่าแล้วก็ขอให้ ไมเคิ่ล คาร์ริค โชคดีนะครับ
#บอบู๋