ย้อนรอยแมตช์ประวัติศาสตร์ 17 ม.ค. 2026 ไมเคิ่ล คาร์ริค นำทัพ แมนยู สั่งสอน แมนฯ ซิตี้ ของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า 2-0
ศึกแมนเชสเตอร์ดาร์บี้ เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2026 คือ วันที่ใคร ๆ ต่างก็คิดว่า แมนยู โดนอัดเละเทะ
ส่วนนึงเพราะการมาของ ไมเคิ่ล คาร์ริค กุนซือขัดทัพที่เพิ่งเข้ามารับงานต่อจาก รูเบน อโมริม ได้เพียงไม่กี่วัน
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น แมนฯ ยูไนเต็ด ทำผลงานได้ดีเกินคาด เปิดบ้านสั่งสอน แมนฯ ซิตี้ ของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ไปด้วยสกอร์ 2-0
ชัยชนะนัดนี้ไม่ใช่เรื่องของโชคช่วยหรือปาฏิหาริย์ชั่วข้ามคืน หากแต่เป็นเรื่องของ "ศิลปะแห่งการตัดส่วนเกิน" และการเค้นศักยภาพนักเตะออกมาในตำแหน่งที่ถูกต้องที่สุด
เรื่องราวในวันนั้นจะเป็นอย่างไร? ร่วมติดตามพร้อมกันที่ SIAMSPORT
[ เลิกใช้หลัง 3 ]
หลัง รูเบน อโมริม อำลาทีมไป ระบบหลัง 3 ตามสไตล์ที่เคยสร้างความพะโล้ให้กับพลพรรคปีศาจแดงก็ถูกเอาออกไปทันที
ไมเคิ่ล คาร์ริค เลือกใช้แผนในระบบ 4-2-3-1 ซึ่งเป็นโครงสร้างที่นักเตะชุดนี้คุ้นเคยและเล่นได้อย่างเป็นธรรมชาติที่สุด
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดคือการเอา บรูโน่ แฟร์นันด์ส กลับมาสวมบทบาทมิดฟิลด์ตัวรุกหมายเลข 10 อย่างเต็มตัว หลังจากก่อนหน้านี้ต้องถอยไปยืนต่ำหรือเล่นในตำแหน่งที่เขาไม่ถนัด
การได้กลับมาปักหลักตรงกลางเปิดโอกาสให้ บรูโน่ ได้สร้างสรรค์เกมรุกอย่างที่ควรจะเป็น
ขณะเดียวกัน คาร์ริค ได้ตัดสินใจส่ง ค็อบบี้ เมนู ลงสนามเป็นตัวจริงในศึก พรีเมียร์ลีก เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม โดยจับคู่กับ กาเซมีโร่ ในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับคู่
ซึ่งเจ้าหนูดวรุ่งรายนี้ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เข้ามาเติมความไหลลื่น การคุมจังหวะบอล และการคุมพื้นที่แดนกลางเพื่อป้องกันไม่ให้ แมนฯ ซิตี้ เจาะเข้าพื้นที่ตรงกลางได้
นอกจากนี้ การดึงสองตัวรุกอย่าง เอ็มเบอโม่ และ อาหมัด ที่เพิ่งเสร็จภารกิจจากศึกแอฟริกา คัพ ออฟ เนชันส์ (AFCON) กลับมาออกสตาร์ทตัวจริงทันที ก็ช่วยเพิ่มสปีดและความดุดันในเกมสวนกลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ
[ แก้ถูกจุด ]
หากถามว่าอะไรคือคีย์หลักในเกมป้องกันของยูไนเต็ดนัดนี้? … คำตอบคือการจับคู่กันของ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ และ ลิซานโดร มาร์ติเนซ ในตำแหน่งเซนเตอร์แบ็ก
แม็กไกวร์ สลัดอาการบาดเจ็บกลับมาลงสนาม เกือบทำประตูให้ทีมออกนำตั้งแต่ช่วงต้นเกมเมื่อลูกโหม่งจากลูกเตะมุมของ บรูโน่ ไปชนคานอย่างจัง
แต่สิ่งที่น่าประทับใจยิ่งกว่าคือ เกมรับ เพราะทั้ง แม็กไกวร์ และมาร์ติเนซ เข้าปะทะด้วยความดุดัน อ่านเกมรัดกุม และตัดการเชื่อมเกมระหว่างมิดฟิลด์ซิตี้กับ เออร์ลิ่ง ฮาลันด์ ได้อย่างยอดเยี่ยม
ผลลัพธ์คือ ฮาลันด์ ถูกจำกัดโอกาสจนได้สัมผัสบอลเพียง 14 ครั้ง ตลอดทั้งเกม (และได้สัมผัสบอลในเขตโทษเพียง 2 ครั้ง) ก่อนจะถูกถอดออกในนาทีที่ 80
ขณะเดียวกัน แมนฯ ซิตี้ ทำค่าคาดหวังประตู (xG) ได้เพียง 0.45 ซึ่งนับเป็นสถิติ xG ที่ต่ำที่สุดเป็นอันดับสองของสโมสรตลอดระยะเวลา 9 ปีภายใต้การคุมทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า
แม้แบ็กขวาอย่าง ดิโอโก้ ดาโลต์ จะโดนใบเหลืองตั้งแต่ช่วงต้นเกมจากจังหวะเข้าปะทะใส่ เฌเรมี่ โดกู แต่เกมรับของยูไนเต็ด โดยมีริมเส้นอย่าง อาหมัด และมิดฟิลด์คอยลงมาช่วยซ้อน ทำให้ โดกู โดนหิ้วใส่กระเป๋าหายไปจากเกม
[ การตัดสินใจในเกมของคาร์ริค ]
ตลอดทั้งเกม แมนฯ ยูไนเต็ด แสดงให้เห็นถึงความอันตรายในการเปลี่ยนจากรับเป็นรุก
แม้ จานลุยจิ ดอนนารุมม่า นายทวารของซิตี้ จะช่วยเซฟลูกยิงสวย ๆ ได้หลายครั้ง และยูไนเต็ดจะโดน VAR ริบประตูคืนจากจังหวะล้ำหน้าถึง 3 ครั้ง รวมถึงยิงชนเสาอีก 2 ครั้ง แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความฮึกเหิมของเจ้าบ้านลดลงเลย
จุดแตกหักเกิดขึ้นในนาทีที่ 65 จากจังหวะเสียฟรีคิกของซิตี้ พลพรรคปีศาจแดง สวนกลับเร็วทันที บรูโน่ ดึงจังหวะหลอกตัวผู้เล่นซิตี้ก่อนจ่ายแทงช่องให้ เอ็มเบอโม่ หลุดเข้าไปยิงผ่านมือ ดอนนารุมม่า ให้ทีมนำ 1-0
จากนั้นในนาทีที่ 76 การเปลี่ยนตัวของ คาร์ริค ก็แสดงผลลัพธ์เมื่อตัวสำรองอย่าง มาเธอุส คุนญ่า สปีดแหวกเปิดบอลจากฝั่งขวาข้ามไปเสาไกลให้ ดอร์กู โฉบเข้ามาซัดเต็มเท้าปิดกล่องเป็น 2-0
หลังจบเกม เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ยอมรับว่า "ยูไนเต็ด เล่นได้ดีกว่า พวกเขามีพลังงานในแบบที่เราไม่มี"
ซึ่งบ่งบอกให้เห็นว่าเบื้องหลังชัยชนะครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแผนการเล่น แต่คือการที่ ไมเคิ่ล คาร์ริค มองเห็นปัญหาและสามารถแก้ได้ถูกจุด
ดังนั้น ศึกแมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ ที่กำลังจะถึงนี้ น่าจับตามองจริง ๆ ว่า ไมเคิ่ล คาร์ริค จะสามารถสร้างเซอร์ไพร์สให้กับแฟนบอลปีศาจแดงได้อีกครั้งหรือไม่...