เจาะลึกวิกฤตความไม่สม่ำเสมอของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ย้อนรอย 20 ปีหนี้สินยุคเกลเซอร์ สุสานกุนซือ 7 คน สู่การปฏิรูปองค์กรครั้งใหญ่ภายใต้กลุ่ม INEOS และการคุมทัพของ ไมเคิ่ล คาร์ริค
หากพูดถึงสโมสรฟุตบอลที่เหมือนติดอยู่ในวังวนเดิม ๆ ชื่อของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คงเป็นหนึ่งในทีมที่หลายคนนึกถึง
ทุกช่วงซัมเมอร์ แฟนบอลปีศาจแดงมักได้รับความหวังกับคำว่า “เริ่มต้นใหม่” ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งกุนซือคนใหม่ การคว้าตัวนักเตะชื่อดัง หรือการดันดาวรุ่งฝีเท้าดีขึ้นมาเป็นกำลังหลัก
แต่เมื่อฤดูกาลเริ่มต้นไปได้ไม่นาน ภาพเดิม ๆ ก็มักกลับมาอีกครั้ง แมนฯ ยูไนเต็ด ดูยังขาดความลงตัว ผลงานไม่สม่ำเสมอ และยังไม่สามารถแสดงให้เห็นว่าเป็นทีมที่พร้อมสำหรับการลุ้นความสำเร็จในระยะยาว
ทำไมสโมสรที่มีรายได้มหาศาล มีแฟนบอลทั่วโลก และมีทรัพยากรมากมาย ถึงยังประสบปัญหาเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่ามานานกว่าหลายปี?
SIAMSPORT จะหาคุณไปหาคำตอบของเรื่องนี้กัน
[ พิษบาดแผล 20 ปี ]
หากต้องการเข้าใจวิกฤตของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เราต้องย้อนกลับไปปี 2005
จุดเริ่มต้นของการเทกโอเวอร์แบบ Leveraged Buyout (LBO) โดยตระกูลเกลเซอร์ ที่นำเงินกู้ยืมกว่า 660 ล้านปอนด์ ยัดใส่ลงมาเป็นหนี้สินของสโมสรที่เดิมทีไม่มีหนี้เลยแม้แต่ปอนด์เดียว
ตลอดระยะเวลา 20 ปีใต้การปกครองของตระกูลเกลเซอร์ มีเงินถูกสูบออกจากสโมสรรวมแล้วมากกว่า 1,350 ล้านปอนด์ โดยแบ่งเป็น:
- 834 ล้านปอนด์ สำหรับการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อสโมสร
- 155 ล้านปอนด์ ถูกจ่ายเป็นเงินปันผลเข้ากระเป๋าผู้ถือหุ้น
- 290 ล้านปอนด์ สำหรับค่าธรรมเนียมธุรกรรมและสัญญาที่เกี่ยวข้อง
- 75 ล้านปอนด์ ถอนออกจากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE)
เงินจำนวนกว่า 1.35 พันล้านปอนด์นี้ คือเงินที่คู่แข่งอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้, ลิเวอร์พูล หรือ อาร์เซน่อล นำไปทุ่มอัปเกรดสนามซ้อม และสร้างระบบอะคาเดมีระดับโลก
[ สุสานกุนซือ ]
ความแตกต่างระหว่าง ยุค เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน (2005–2013) กับ ยุคหลังเฟอร์กูสัน (2013–2025) คือหลักฐานที่ชี้ชัดที่สุด
ยุคเฟอร์กูสัน (2005–2013) สโมสรคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก 5 สมัย (คิดเป็น 62.5% ของฤดูกาลทั้งหมด), แชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก 1 สมัย (เข้าชิง 3 ครั้ง), อัตราการชนะในลีกสูงถึง 70.3% และอันดับเฉลี่ยอยู่ที่ 1.5
ขณะที่ ยุคหลังเฟอร์กูสัน (2013–2025) ยูไนเต็ดคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก 0 สมัย, เข้าชิงแชมเปียนส์ลีก 0 ครั้ง, อัตราการชนะในตารางเหลือเพียง 52.8% และอันดับเฉลี่ยร่วงลงไปอยู่ที่ 5.2
สโมสรเลือกแก้ปัญหาด้วยวิธีที่ง่ายที่สุดนั่นคือ "การปลดกุนซือ"
ตลอด 12 ปีที่ผ่านมา แมนยู ใช้กุนซือถาวรไปถึง 7 คน (เดวิด มอยส์, หลุยส์ ฟาน กัล, โชเซ มูรินโญ่, โอเล่ กุนนาร์ โซลชา, ราล์ฟ รังนิก, เอริก เทน ฮาก และ รูเบน อโมริม) จนมาถึงรายล่าสุดที่ยังคุมทีมอยู่ในยุคปัจจุบันอย่าง ไมเคิ่ล คาร์ริค
สื่อระดับโลกอย่าง สกายสปอร์ต รายงานว่า สโมสรต้องจ่ายเงินค่าชดเชยจากการปลดกุนซือและสตาฟฟ์รวมกันเกือบ 100 ล้านปอนด์
กรณีล่าสุดคือการสั่งปลด รูเบน อโมริม ที่คุมทีมได้เพียง 14 เดือน สโมสรต้องจ่ายค่าชดเชยสูงถึง 12 ล้านปอนด์ ไม่รวมกับเงิน 8.3 ล้านปอนด์ ที่เคยจ่ายซื้อสัญญามาจากสปอร์ติง ลิสบอน
การเปลี่ยนกุนซือบ่อย โดยไม่มีแผนรองรับ นำมาซึ่ง "Frankenstein Squad" หรือแปลเป้นไทยคือ ผู้เล่นผสมผสานจากกุนซือ 5-6 คนที่มีปรัชญาต่างกันสุดขั้ว บอร์ดบริหารกว้านซื้อนักเตะตามกระแสการตลาดและแรงกดดันระยะสั้น มากกว่าการสร้างทีมฟุตบอลระยะยาว
[ ยุคสมัยของ INEOS ]
การเข้ามาถือหุ้น 28.94% ของ เซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์ และกลุ่ม INEOS ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ
เซอร์ จิม รื้อถอนโมเดล "กุนซือเผด็จการ" แล้วแทนที่ด้วยระบบบริหารจัดการโดยสภาผู้เชี่ยวชาญ นำโดย โอมาร์ เบอร์ราดา (CEO), เจสัน วิลค็อกซ์ (Director of Football), คริสโตเฟอร์ วิเวลล์ (Director of Recruitment), ไคล์ มาคอเลย์ (Head of Senior Scouting)
โมเดลนี้เห็นผลชัดเจนในการแต่งตั้ง ไมเคิ่ล คาร์ริค เข้ามารับตำแหน่งเฮดโค้ชอย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคม 2026
โดย คาร์ริค ต้องยอมรับเงื่อนไขสำคัญคือ ถอนตัวจากการควบคุมการซื้อขายนักเตะ แล้วทำหน้าที่เป็น เฮดโค้ช ที่โฟกัสเฉพาะเรื่องแท็กติกและการซ้อมในสนามเท่านั้น
นอกจากนี้ INEOS ยังนำเทคโนโลยีวิเคราะห์ข้อมูล Data Analytics ระดับเดียวกับวิศวกรรม F1 มาประยุกต์ใช้ จนสามารถปิดดีลนักเตะที่มีโปรไฟล์สถิติสูงอย่าง มาเธอุส คุนญ่า และ ไบรอัน เอ็มเบอโม่ เข้ามาร่วมทีม
ควบคู่ไปกับการรักษาวินัยทางการเงิน (PSR) ด้วยการขาย อเลฮานโดร การ์นาโช่ เพื่อลงบัญชีเป็นกำไรสุทธิ พร้อมโละนักเตะค่าเหนื่อยแพงอย่าง กาเซมิโร่ (ประหยัดได้ 18.2 ล้านปอนด์ต่อปี) แล้วตั้งเพดานค่าเหนื่อยใหม่ไว้ที่ไม่เกิน 170,000 - 230,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์
แม้โครงสร้างฝ่ายฟุตบอลจะเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง แต่คำถามเรื่อง "ความพร้อมทางการเงิน" ก็ยังคงค้างคาใจแฟนบอล
เมื่อสโมสรเปิดตัวโครงการสร้างเมกาสเตเดียมความจุ 100,000 ที่นั่ง มูลค่า 2,000 ล้านปอนด์ บนพื้นที่ห่างจากโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เดิมเพียง 350 เมตร
คอลเล็ตต์ โรช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโครงการสนามใหม่ ยืนยันว่า สโมสรจำเป็นต้องใช้เงินกู้บางส่วนในการก่อสร้าง แต่ขอให้แฟนบอลอย่าวิตกกังวลกับหนี้สินจนเกินเหตุ เพราะรายได้จากเมกาสเตเดียมจะย้อนกลับมาจุนเจือการซื้อขายนักเตะในอนาคต
แต่อย่างไรก็ตาม ในสายตาของแฟนบอลที่ต้องทนเห็นสโมสรแบกหนี้สิน 1,300 ล้านปอนด์มาตลอด 20 ปี การกู้เงินก้อนใหม่ก็ยังคงเป็นเรื่องที่ชวนให้เสียวไส้ไม่น้อย
คำถามที่ว่า "ทำไม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถึงไม่เคยพร้อมสักที?"
คำตอบในเชิงวิเคราะห์ก็คือ ตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา แมนยู พยายามวิ่งแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ
พวกเขาเปลี่ยนกุนซือ ทุ่มเงินซื้อนักเตะชื่อดังเพื่อฉีดยาชาบรรเทาความเจ็บปวดชั่วคราว โดยปล่อยให้โครงสร้างบริหารและวัฒนธรรมองค์กรภายในเน่าเปื่อยลงเรื่อย ๆ
การปฏิรูปของ INEOS ในวันนี้ ถือเป็นก้าวแรกที่เดินถูกทางในการเซตระบบใหม่ แต่การจะถอนพิษร้ายทางการเงินและวัฒนธรรมที่ตระกูลเกลเซอร์สร้างไว้ตลอด 20 ปี ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ในข้ามคืน
ตราบใดที่สโมสรยังคงขยับขยายภายใต้เงาหนี้สินมหาศาล แฟนผีก็อาจจะต้องอดทนเรียนรู้ที่จะเจ็บปวดต่อไปอีกสักระยะ จนกว่า "ระบบใหม่" จะทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบจริง ๆ