คอลัมน์ : ตีท้ายข่าว โดย.. นาร์ซิสซัส

เคร็ก เช็คสเปียร์ ผู้เขียนนิยายบทใหม่ของ เลสเตอร์

20/03/2017 15:23:48 น.


     กลายเป็นขวัญใจคนใหม่ในถิ่น คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม ไปเรียบร้อยแล้ว สำหรับ เคร็ก เช็คสเปียร์ กุนซือคนใหม่ที่ก้าวขึ้นมารับงานแทน เคลาดิโอ รานิเอรี่ แล้วสามารถพา เลสเตอร์ ซิตี้ คว้าชัยทั้ง 4 แมตช์แรก

 

            เช็คสเปียร์ วัย 53 ปี ไม่เคยทำหน้าที่กุนซือทีมระดับอาชีพมาก่อน เคยกุมบังเหียน เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ชั่วคราว 1 นัด ตอนบุกไปชนะ คริสตัล พาเลซ 2-0 ในศึกพรีเมียร์ลีก เมื่อ 17 ตุลาคม 2006 เวลานั้นเขาเพิ่งเริ่มต้นงานคุมทัพ โดยเป็นโค้ชทีมสำรอง เวสต์บรอมวิช (2000-06) สโมสรที่เขาเคยลงเล่นช่วงปี 1990-93 และได้ดูแล "เดอะ แบ๊กกี้ส์" ชุดใหญ่ หลังจาก ไนเจล เพียร์สัน ซึ่งรักษาการตำแหน่งกุนซือแทน ไบรอัน ร็อบสัน ที่ลาออก ย้ายไปเป็นมือขวา เกล็นน์ โรเดอร์ ในสโมสร นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด แต่ เช็คสเปียร์ ก็โดนแทนที่โดย โทนี่ โมว์เบรย์ ในวันถัดมา

 

เคร็ก เช็คสเปียร์ (ขวาสุด) สมัยยังเป็นนักเตะ วอลซอลล์


            เช็คสเปียร์ ถูก เวสต์บรอมวิช เลื่อนขั้นมาเป็นมือขวา โมว์เบรย์ ถึง 2 ฤดูกาล ก่อน เพียร์สัน เรียกให้มาร่วมงานด้วย เพราะเขาเพิ่งได้คุม เลสเตอร์ (2008-10) จากนั้นย้ายไปอยู่ ฮัลล์ ซิตี้ ด้วยกัน (2010-11) ก่อนควงแขนกลับ เลสเตอร์ รอบสองเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2011 แม้ เพียร์สัน ต้องออกจาก คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม หลังจบฤดูกาล 2014-15 แต่ เช็คสเปียร์ ยังอยู่ต่อเพื่อทำหน้าที่มือขวาของ รานิเอรี่ และร่วมสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรก จากนั้น แซม อัลลาไดซ์ ติดต่อให้ไปเป็นผู้ช่วย ตอนเขาคุมทีมชาติอังกฤษ ซึ่งได้ทำหน้าที่ร่วมกันนัดเดียว


            ใครจะคิดว่าอดีตปีกซ้ายที่ลงเตะลีก 19 ปีให้สโมสรเล็กๆเป็นส่วนใหญ่ (วอลซอลล์, กริมสบี้ ทาวน์, สคันธอร์ป ยูไนเต็ด) อย่างเขา ไม่เคยได้ถ้วยรางวัลตอนค้าแข้งนอกจากแชมป์เพลย์ออฟดิวิชั่น 3 ปี 1988 วันหนึ่งกลับมีโอกาสเป็นสตาฟฟ์โค้ชแชมป์พรีเมียร์ลีก รวมถึงทีมชาติอังกฤษ หากไม่มีของดีในตัว และ เช็คสเปียร์ เริ่มแสดงให้เห็นแล้วว่าพร้อมคุมทัพในลีกสูงสุด และมีโอกาสสร้างชื่อกับ เลสเตอร์ อย่างน้อยในเวลาแค่ 4 นัดเขาก็เรียกศรัทธา ความมั่นใจ ให้ทั้งนักเตะ และแฟนบอลทีม "จิ้งจอกสยาม" ได้มากกว่าที่ รานิเอรี่ เคยทำตลอดฤดูกาลนี้

 

เป็นมือขวาของ ไนเจล เพียร์สัน (ซ้าย) อยู่นานหลายปี


            ตอนแรก เช็คสเปียร์ ถูกมองว่าเป็นแค่เงาของ รานิเอรี่ แต่หลังจากพา เลสเตอร์ เอาชนะ ลิเวอร์พูล 3-1, ฮัลล์ 3-1 ตามด้วยบุกไปปราบ เวสต์แฮม 3-2 ทำให้หลุดพ้นโซนอันตรายทันที "จิ้งจอกสยาม" ไม่เคยซิว 9 คะแนนจากการเตะลีก 3 แมตช์แบบนี้อีกเลย ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมีนาคม ถึงต้นเดือนเมษายน 2016 โดยตอนนั้นคว้าชัย 5 นัดติดต่อกัน แต่ที่น่าชื่นชมมากกว่านั้น คือช่วยต้นสังกัดเชือด เซบีย่า จากสเปน 2-0 จนเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก หลังจากที่พ่ายมาก่อน 1-2 ในนัดแรกของรอบ 16 ทีมสุดท้าย ซึ่งตอนนั้น รานิเอรี่ ยังเป็นกุนซือ


            เซบีย่า คือ แชมป์ ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก 3 สมัยซ้อน ฮอร์เก้ ซามเปาลี กุนซือของพวกเขาก็ฝีมือไม่ธรรมดา แต่ยังถูก เลสเตอร์ เขี่ยตกรอบไปแล้ว ถือว่าผู้บริหาร เลสเตอร์ ตัดสินใจถูกต้อง สำหรับการให้โอกาสคนในสโมสรอย่าง เช็คสเปียร์ แทนที่จะเลือกจ้างคนอื่น เพราะช่วยให้สถานการณ์อันย่ำแย่ยุติลงอย่างรวดเร็ว รวมทั้งสานงานต่อได้โดยไม่ขาดช่วง ล่าสุดเจ้าตัวกลายเป็นกุนซือพรีเมียร์ลีกรายแรกที่ชนะ และนำต้นสังกัดยิงอย่างน้อย 3 ประตู ใน 3 เกมแรก แถมนักเตะที่เป็นแกนหลักอย่าง เจมี่ วาร์ดี้, ริยาด มาห์เรซ กับ คาสเปอร์ ชไมเคิ่ล กลับมาคืนฟอร์มโดยพร้อมหน้า

 

เคยมีโอกาสเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมชาติอังกฤษด้วย แม้จะแค่ช่วงสั้นๆก็ตาม


            "ที่ผ่านมาไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง" กุนซือคนใหม่ของ เลสเตอร์ เผย "มันไม่ใช่ความลับ แค่เราเจียมเนื้อเจียมตัวมากกว่าเดิม เรียนรู้มากกว่าเดิม แต่เป็นงานที่มีความกดดันมากขึ้น ผมชอบงานที่ต้องออกไปฝึกซ้อมกับนักเตะ คอยดูพวกเขาตลอดเวลา มันยังค่อนข้างใหม่สำหรับผม แต่ก็เริ่มเคยชินมากขึ้นเรื่อยๆ พยายามเป็นตัวเองให้มากที่สุด สุนัขของผมบางครั้งมองมาเมื่อกลับถึงบ้าน คิดว่าเจ้านายคงไม่พาไปเดินเล่นอีกแล้ว แต่ก็คิดว่าต่อไปมันจะคุ้นเคยด้วยเช่นกัน แม้บางครั้งถายนอกดูเหมือนเราพยายามสงบสติอารมณ์ แต่ข้างในใจอาจไม่ใช่"


            "เรารู้ว่าเราอยู่ที่ไหนในตอนนี้ ต้องติดดินอยู่เสมอ เพราะยังมีเกมสำคัญๆอีกมากตั้งแต่นี้จนจบฤดูกาล ซึ่งทำให้อันดับเปลี่ยนไปได้ตลอด ต้องทำให้แน่ใจว่าให้ความสำคัญกับการแข่งขันอย่างเต็มที่ และพยายามเต็มร้อยทุกๆเกม เพื่อได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ ผมไม่ทราบว่ามีแต้มเท่าไหร่ถึงจะอยู่รอด แต่จะพยายามเก็บให้ได้มากที่สุด โดยเริ่มจากแมตช์เจอ สโต๊ค ซิตี้ ที่ผ่านมาทุกอย่างเยี่ยมยอดมาก ผมขอบคุณทีมงาน และนักเตะทุกคน สำหรับความพยายาม เราจะทำให้แน่ใจว่าผลการแข่งขันที่ออกมา จะช่วยให้สถานการณ์ของสโมสรดีขึ้นไปเรื่อยๆ" เช็คสเปียร์ กล่าว

 

เริ่มต้นงานคุมทัพระดับอาชีพครั้งแรก ด้วยการพา เลสเตอร์ ชนะ 4 แมตช์รวด


            หวังว่าความพยายามที่จะกลับมาเริ่มต้นใหม่ของ เลสเตอร์ ภายใต้การนำของ เช็คสเปียร์ คงช่วยให้พวกเขาจบฤดูกาล 2016-17 ด้วยอันดับที่น่าพอใจ และกุนซือรายนี้ได้สัญญาคุมทัพระยะยาว และมีที่ยืนในฐานะผู้จัดการทีมระดับพรีเมียร์ลีกอย่างมั่นคง

คอลัมน์อื่น ๆ
Comment

© Copyright 2010 www.siamsport.co.th
All rights reserved.Siam Sport Syndicate Public Co.,Ltd.
เกี่ยวกับบริษัท | ติดต่อเรา | ลิขสิทธิ์ | ร่วมงานกับเรา | ลงโฆษณา
ติดต่อโฆษณา 02-508-8263