คอลัมน์ : คอลัมนิสต์เขียนให้คุณอ่าน โดย.. บอ.บู๋

คำทำนายของท่านเจ้าคุณ

15/03/2017 23:27:57 น.


     เรื่องบางเรื่องในโลกลูกหนังมันก็น่าพิศวงอยู่เหมือนกัน


        ยกตัวอย่างเช่นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับ เลสเตอร์ ซิตี้ อยู่ในปัจจุบันนั่นยังไง


        นับตั้งแต่บรรจงถีบ เคลาดิโอ รานิเอรี่ ออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมด้วยความรักและเคารพ พลพรรคจิ้งจอกสยามก็เดินหน้ากะซวกชัยชนะ 3 นัดติดต่อกัน...ซะอย่างนั้น!


        อนึ่ง สมญาของ เลสเตอร์ ซิตี้ และนาทีนี้ขึ้นอยู่กับผลงานของพวกเขาเป็นสำคัญ คือถ้าผลงานห่วยแตกล่อแหลมต่อการตกชั้น แฟนบอลในบางประเทศจะเรียกพวกเขาว่า "จิ้งจอกสีน้ำเงิน" กลับกันหากผลงานไฉไลเป็นบ้า แฟนบอลในเดียวกันนั้นก็จะเรียกพวกเขาอย่างภาคภูมิว่า "จิ้งจอกสยาม"


        หลังจากคุณลุงเคลาดิโอผู้น่าสงสารเก็บข้าวของออกจากสโมสร พลพรรค "จิ้งจกสยาม" เอ๊ย! "จิ้งจอกสยาม" ก็คึกคักถึงขั้นขยี้ หงส์แดง 3-1 ก่อนอัด "น้องเสือ" แบบนิ่มๆ 3-1 ตามมาด้วยการยัดเยียดความปราชัยให้แชมป์ ยูโรปา ลีก 3 สมัยอย่าง เซบิญ่า 2-0 


        อืมมมมม...เฟ็ดเฟ่!...นี่มันอะไรกันเนี่ย? ทั้งที่ก่อนหน้านี้ พวกเขายังอาการหนักถึงขนาดท่านยมบาลขึ้นมายืนแสยะยิ้มสยดสยองอยู่ข้างๆ เตียงพยาบาล เพียงแต่ทันทีที่เปลี่ยนผู้จัดการทีมเท่านั้นแหละ อาการของสุนัขจิ้งจอกตัวนี้ก็ "ปิ๊ดปี้ปิ๊ด & ปิ๊ดปี้ปิ๊ด" ขึ้นมาพลางซอยบั้นเด้ายิกๆๆๆๆ


        ในเมื่อเป็นแบบนี้ มันก็ค่อนข้างชัดเจนนะครับว่าปัญหาของ เลสเตอร์ และฤดูกาลนี้น่าจะอยู่ที่ เคลาดิโอ รานิเอรี่ นี่แหละ


        แต่ที่รู้สึกตลกจนแทบอยากจะหัวเราะออกมาเป็นภาษาอิตาลี คือเมื่อเปลี่ยนผู้จัดการทีมใหม่เป็น เคร็ก เช็คสเปียร์ส ไฉนรูปแบบการเล่น - แผนการเล่น และการจัดตัวผู้เล่นแทบไม่ต่างจากสมัยที่ "เดอะ ทิงเกอร์แมน" ยังเป็นผู้จัดการทีมอยู่เลย


        เลสเตอร์ ซิตี้ ที่ชาวบ้านเห็นใน 3 นัดล่าสุด ก็คือ เลสเตอร์ ซิตี้ ที่อหังการถึงขั้นคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก เมื่อฤดูกาลที่แล้วนั่นแหละ!


        เท่านั้นไม่พอ


        คู่ปราการหลังที่ดูเหมือนจะหมดสภาพอย่าง เวส มอร์แกน กับ โรเบิร์ต ฮูธ กลับมาโชว์ฟอร์มยอดเยี่ยมแบบผิดหูผิดตาเฉยเลย ขณะที่ฟอร์มการเล่นของ เจมี่ วาร์ดี้ กับ ริยาด มาห์เรซ ก็กลับมากระฉูดแตกเหมือนเดิมอีกต่างหาก


        นี่คือการย้ำหัวตะปูว่าการเล่นไล่โค้ช หรือการเอาเลื่อยไฟฟ้ามาเลื่อยขาเก้าอี้เจ้านายนั้นเป็นสิ่งที่มีจริงในโลกอย่างแน่นอน แถมการที่ โชเซ่ มูรินโญ่ ออกโรงมาสนับสนุน เคลาดิโอ รานิเอรี่ อย่างออกนอกหน้า ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่ามันคือเรื่องจริง ไม่ต้องอิงนิยาย


        เกมล่าสุดที่เซิ้งกับ เซบิญ่า - กุนซือคนใหม่ของ เลสเตอร์ อย่าง เคร็ก เช็คสเปียร์ส จัดตัวผู้เล่น 11 คนแรก รวมถึงใช้ระบบการเล่นเดิม (4-4-2) และยุทธวิธีเหมือนเมื่อฤดูกาลที่แล้วเป๊ะเลยครับ-ขอบอก


        10 ใน 11 ผู้เล่นตัวจริง คือนักเตะตัวหลักที่ใช้เป็นประจำเมื่อฤดูกาลที่แล้วทุกตำแหน่ง ยกเว้นคนเดียวคือ วิลเฟร็ด เอ็นดีดี้ ที่ลงเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลางแทน เอ็นโกโล่ ก็องเต้


        รูปแบบการเล่นก็เหมือนเดิมทุกประการ คือเน้นเกมรับให้เหนียวแน่นเอาไว้ก่อนเป็นอันดับแรก โดยให้ความสำคัญต่อการยิงประตูมากกว่าการครองบอล - ต่อเมื่อได้บอล หรือเมื่อตัดบอลได้ก็จะจู่โจมแบบลอบฆ่าโดยพลัน อาศัยการต่อบอลเพียง 2-3 จังหวะ หรือ 4-5 ครั้ง แล้ววางบอลยาว หรือแทงทะลุช่อง ก่อนพยายามหาจังหวะจบให้จงได้


        นี่คือรูปแบบการเล่นของ เลสเตอร์ ซิตี้ ที่ใครๆ ก็คุ้นเคย ซึ่งจะว่าไปก็รู้สึกว่าทั้งผู้จัดการทีมคนใหม่ ทั้งผู้เล่นตัวเก่าๆ ของ เลสเตอร์ มีความหน้าด้านเหมือนกันนะคะ เพราะดันลอกรูปแบบการเล่นของ เคลาดิโอ รานิเอรี่ มาหมดเลย แต่กดดันจนเขาอยู่ไม่ได้


        และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด


        ทีมของคนไทยทีมนี้มีอะไรที่เรียกว่า "พลังงานบางอย่าง" คอยช่วยเหลือ


        "พลังงานบางอย่าง" ในความหมายของผม มิได้หมายถึงผู้เล่นคนที่ 12 อย่างกองเชียร์ หรือผู้ตัดสินที่คอยช่วยเหลืออยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ นะครับ มิหนำ "พลังงานบางอย่าง" ในที่นี้ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ซะด้วย


        เอาง่ายๆ เลย คือในเกมแรกที่บุกไปเยือน เซบิญ่า


        การศึกครั้งนั้น เจ้าถิ่นบุกกระหน่ำตลอดทั้งเกม ทั้งได้จุดโทษ - ทั้งได้ประตูนำ แถมทิ้งห่าง 2-0 


        ตอนนำห่าง 2-0 พวกเขาควรจะได้ประตูที่ 3 อย่างที่สุด ซึ่งถ้าได้ประตูที่ 3 เมื่อไหร่ก็มีโอกาสสูงที่สกอร์จะไหลไป 4 หรือ 5 ประตู เพราะเล่นบุกถล่มอยู่เพียงข้างเดียว


        บัดดล! เจมี่ วาร์ดี้ ก็ดันตีไข่แตกให้ เลสเตอร์ แบบไม่มีปี่มีขลุ่ยซะอย่างนั้น!!


        แทนที่จะพ่ายแพ้แบบย่อยยับกลับมา พวกเขาแพ้แบบมีความหวังพร้อมของมีค่ามหาศาลที่เรียกว่า "อะเวย์โกล" เหราะมีพลังงานบางอย่างมาช่วยเหลือ


        เกมล่าสุดเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา ถ้าว่ากันด้วยเหตุผลในเรื่องฟุตบอลแบบเพียวๆ เซบิญ่า ไม่น่าแพ้หรอกครับคุณ เพราะชื่อชั้นและศักดิ์ศรีสูงกว่า เช่นเดียวกับศักยภาพของผู้เล่นที่ไม่ได้เป็นรอง อีกทั้งยังมีความเชี่ยวชาญศึกในเส้นทางนี้เสียอีกกว่า 


        ทว่ากลับแพ้ไปแบบนิ่มๆ ขนาดคู่แข่งได้จุดโทษเพื่อต่อชะตายังยิงไม่เข้าเลยครับ และที่น่าตกใจคือมันเป็นการสังหารจุดโทษไม่เข้าทั้ง 2 นัดที่เจอกับ เซบิญ่า


        อืมมมมมม...นี่ถ้าไม่ใช่ "พลังงานบางอย่าง" แล้วมันเพราะอะไร? 


        นั่นผมนึกถึงคำทำนายของท่านเจ้าคุณ


        ชิตังเม โป้ง รวยยยยย...ท่านพยากรณ์ว่านอกจากจะไม่ตกชั้นแล้ว เลสเตอร์ ซิตี้ ยังจะคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จอีกต่างหาก!


        แล้วขอโทษ...ท่านหล่นคำทำนายไว้ก่อนเจอ เลสเตอร์ กับ เซบิญ่า จะเจอกันอีกนะครับ


        สารภาพตามตรงว่าตอนที่ เลสเตอร์ ถูกจับมาเจอกับแชมป์ยูโรปา 3 สมัยอย่าง เซบิญ่า - คอลัมนิสต์ลูกหนังผู้มีอาการทางจิตเล็กน้อยอย่างผมคิดว่าจิ้งจอกสยามพุ่งชนความ "เด๊ดห่า" อย่างแน่นอน 


        พุทโธ่...จะไปรอดได้อย่างไรล่ะครับคุณ ก็ขนาดแชมป์ยุโรป 5 สมัย ยังตายหยังเขียดเลยเมื่อเจอทีมนี้


        ทว่าพวกเขากลับเอาชนะแบบสบายๆ ผ่านเข้ารอบต่อไปแบบไม่ระบมหัวแม่ตีน 


        ทีนี้ลองไปดูคู่แข่งของ เลสเตอร์ ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นทีมที่ขนาดใหญ่และยาวกว่าอย่าง บาเยิร์น มิวนิค, ดอร์ทมุนด์, ยูเวนตุส, แอต.มาดริด, บาร์เซโลน่า, เรอัล มาดริด และแมนฯ ซิตี้ (หรือ โมนาโก)


        ดูอย่างไรก็ไม่น่ารอด...ใช่ไหมครับ ต่อให้มีพลังงานบางอย่างคอยช่วยเหลือก็เหอะ


        ย้อนกลับไปในปี 2005 ตอนนั้นก็ไม่มีใครคิดว่า ลิเวอร์พูล จะฝ่าด่านอรหันต์ 18 มนุษย์ทองคำจนทะลุไปถึงตำแหน่งแชมป์อย่างยิ่งใหญ่ได้เหมือนกันนั่นแหละ


"บอ.บู๋"
Bbmeetyou@yahoo.com 

คอลัมน์อื่น ๆ
Comment


นามปากกา : บอ.บู๋

จำนวนเรื่อง : 454
All post : 5,177
All view : 4,327,247
คอลัมน์ คอลัมนิสต์เขียนให้คุณอ่าน

© Copyright 2010 www.siamsport.co.th
All rights reserved.Siam Sport Syndicate Public Co.,Ltd.
เกี่ยวกับบริษัท | ติดต่อเรา | ลิขสิทธิ์ | ร่วมงานกับเรา | ลงโฆษณา
ติดต่อโฆษณา 02-508-8263