คอลัมน์ : มุมสี่สิงห์ โดย.. นนท์นี่คุง

ฟีฟ่า เดย์...มหาระทึก

15/03/2017 7:27:23 น.


     ตามที่สมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย หรือ เอเอฟซี ได้ลงโทษปรับเงิน สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย จำนวน 30,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1 ล้านบาท จากกรณีที่แฟนบอลจำนวนหนึ่ง ได้ทำผิดกฎของฝ่ายการจัดการแข่งขัน ในเกมฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียน 2016 รอบชิงชนะเลิศ ระหว่างทีมชาติไทย ชนะ อินโดนีเซีย 2-0 เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.ที่ผ่านมา


        ทางสมาคมฯ จึงได้ประสานงานไปยัง บริษัท ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ จํากัด ผู้ถือสิทธิ์เป็นตัวแทนจำหน่ายบัตรการแข่งขัน เพื่อขอยกเลิกผู้ที่ถือบัตรเข้าชมเกมการแข่งขันฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 3 ในอีกสามนัดที่เหลือ ในบริเวณ โซน S รหัสหมายเลข 300826-300876, 300894-300993 และ 301045-301644 ซึ่งตรวจสอบพบว่ามีการเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้กระทำผิดกฎในการแข่งขันดังกล่าว
 
        ทั้งนี้ผู้ที่ถือบัตรตามรหัสดังกล่าวให้ติดต่อขอรับเงินคืนจาก บริษัท ไทยทิคเก็ต เมเจอร์ จำกัด ตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ - 1 มีนาคม 2560 พร้อมสำเนาบัตรประชาชนและหมายเลขบัญชีธนาคาร โดยทาง บริษัท ไทยทิคเก็ต เมเจอร์ จำกัด จะโอนเงินคืนภายใน 14 วัน หลังจากที่ผู้ถือบัตรนำบัตรมาคืน สามารถติดต่อข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ 02-262-3456
 
        นี่คือคำแถลงการณ์ของ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 21 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งผมมองว่าเป็นเรื่องที่ดีที่จะขจัดและปิดกั้นวงจรอุบาทว์ในหมู่ของแฟนบอลบางส่วนที่ชอบทำตัวห้าวเป้ง ด้วยการจุดพลุแฟร์ในสนามจนสร้างความเดือดร้อน
 
        ไม่ใช่เพียงแค่สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ที่โดนปรับเงินเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการเกือบจะโดนแบนห้ามเล่นในสนามราชมังคลากีฬาสถาน ซึ่งเรื่องหลังนี้ถือเป็นสิ่งที่ร้ายแรงที่สุด
 
        ใครก็ตามที่เคยดูฟุตบอลต่างประเทศ และเสพข่าวอย่างเมามัน น่าจะเห็นชัดเจนว่าการโดนแบนห้ามเล่นในรังเหย้ามันมีผลแค่ไหน เพราะจะไม่ได้ใช้ประโยชน์จากพลังกองเชียร์ ในการกระตุ้นนักเตะเพื่อให้เก็บ 3 แต้มต่อผู้มาเยือนในบ้านตัวเอง
 
        ฉะนั้นผมจึงเชื่อว่าสิ่งที่ "บิ๊กอ๊อด" พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ที่อยากจะขจัดเนื้อร้ายในหมู่แฟนบอล เป็นความคิดที่ถูกต้องแล้ว เพราะจะได้เป็นการทำให้เห็นว่า "เอาจริง แบนจริง" นี่แหละคือความคิดของผู้นำ
 
        วกมาถึงเรื่องทีมชาติไทย ชุดใหญ่ กันหน่อย หลังจาก 19 ขุนพลได้มารายงานตัวกับ "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง กุนซือของทีม เป็นที่เรียบร้อยตั้งแต่วันที่ 13 มี.ค.ที่ผ่านมา ก่อนที่จะเดินทางไปเก็บตัวยัง กิเลน วัลเลย์ ระหว่างวันที่ 16-21 มี.ค.นี้

        ที่บอกว่า 19 คน เนื่องจาก 10 แข้ง "กิเลนผยอง" อย่าง กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์, พีระพัฒน์ โน๊ตชัยยา, ธีราทร บุญมาทัน, อดิศร พรหมรักษ์, ธีรศิลป์ แดงดา, อดิศักดิ์ ไกรษร, มงคล ทศไกร, ชนาธิป สรงกระสินธ์, ทริสตอง สมชาย โด และ วัฒนา พลายนุ่ม ติดภารกิจใหญ่ในถ้วยเอเชียกับการไปตะบัน อุลซาน ฮุนได
    
        อย่างไรก็ตามในวันที่ 16 มี.ค. หรือวันพรุ่งนี้ "ช้างศึก" จะประกอบร่างครบ 29 คน ในการไปเก็บตัวที่ กิเลน วัลเลย์ สถานที่ผมเองไปกับทีมบ่อยเหมือนกัน และมองว่าเงียบสงบ แถมมีอีกปัจจัยที่ขุนพลจากฝั่งลุ่มน้ำเจ้าพระยาเลือกใช้
    
        เพราะที่นั่นอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล ช่วงที่ลีกปิดในวันที่ 14 ต.ค. ของปีที่แล้ว "ซิโก้" ใช้ที่นั่นในการเรียกความฟิต 23 แข้ง และทดลองแท็กติกใหม่ๆ ทำให้มีพลังขึ้นมาเพียบ อีกทั้งยังผลิตเม็ดเลือดขาวกับระบบหายใจได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย
    
        จึงเป็นอีก 1 องค์ประกอบ ที่ทำให้ทีมชาติไทย เล่นดีอย่างผิดหูผิดตาในการเสมอ ออสเตรเลีย 2-2 ทั้งๆ ที่น่าชนะแบบเจ็บใจนิดๆ ก็ว่าได้ และครั้งนี้ก่อนที่จะลุยศึกฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 12 ทีมสุดท้าย กลุ่ม บี นัดที่ 6-7 พบ ซาอุดีอาระเบีย (ห) วันที่ 23 มี.ค.60 และพบ ญี่ปุ่น (ย) วันที่ 28 มี.ค.60 น่าจะเป็นสิ่งที่ "ซิโก้" จะได้ติวแบบเข้มข้น
    
        จะว่าไปแล้วเกมที่ 6 ซึ่งจะซัดกับ ซาอุดีอาระเบีย นั้น มีความหมายอย่างมาก เพราะหลายคนของทีมชาติไทย มีรอยแค้นจากเกมแรกที่บุกไปแพ้ 0-1 และในวันนั้นผมอยู่ในสนามอีกด้วย ซึ่งยังงงงวยว่า แข้ง "เศรษฐีน้ำมัน" ได้จุดโทษเพราะอะไร
    
        และที่โจษจันจนเหม็นโฉ่ ก็คือ ฟู่ หมิง ผู้ตัดสินจากจีน ที่ทำหน้าที่ได้แบบน่าตบกะโหลก กระทั่งสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ต้องทำหนังสือประท้วงไปยังเอเอฟซี
    
        ยังไงซะเมื่อมันผ่านไปแล้ว ขุนพล "ช้างศึก" คงจะมุ่งมั่นกับโปรแกรม ฟีฟ่า เดย์ ที่สนั่นลั่นทุ่งใน 2 เกมนี้แน่นอน เพราะนอกจากเจอกับ ซาอุดีอาระเบีย แล้ว ในวันที่ 24 มี.ค. พวกเขาจะต้องบินไปซัดกับ ญี่ปุ่น ในวันที่ 28 มี.ค. แบบต่อเนื่อง
    
        ญี่ปุ่น ชุดนี้ น่าจะมีความแข็งแกร่งอยู่แล้ว เพราะตัวที่ค้าแข้งยังต่างแดนกลับมาหมด ทั้ง มาโกโตะ ฮาเซเบะ, ชินจิ คางาวะ หรือแม้กระทั่ง เคซึเกะ ฮอนดะ
    
        อ่อ…ผมมีเรื่องบางอย่างจะเล่าให้ฟัง ตอนที่ผมไปกับ ชนาธิป สรงกระสินธ์ ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ในการเปิดตัวเป็นสมาชิกใหม่ของ คอนซาโดเล่ ซัปโปโร เอเยนต์ชาวปลาดิบ ได้เผยว่าเมื่อใดที่ขุนพลบูชิโดจะขึ้นเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว บอกไว้เลยครับว่าเป็น "บิสซิเนส คลาส"
     
        แข้งทุกคนจะมีที่ประจำตัวเอง ซึ่งที่นั่งตรงนั้นนอกจากนักเตะ มีแค่เฮดโค้ชกับผู้จัดการทีมที่ได้นั่ง ส่วนทีมสตาฟฟ์จะนั่งชั้นธรรมดา เพื่อให้ผู้เล่นได้พักผ่อนอย่างเพียงพอตลอดการเดินทาง
    
        นอกจากนี้ยังรู้มาอีกว่า เคซึเกะ ฮอนดะ ค่อนข้างจะเป็นซูเปอร์สตาร์ไม่น้อย เพราะพกนาฬิกา 2 เรือน เรือนซ้ายเป็นเวลาญี่ปุ่น เรือนขวาเป็นเวลาอิตาลี พกแว่น 3 อัน พร้อมกับจิบแชมเปญอย่างสบายใจเชิบบนที่นั่ง แล้วหลับไหลอยู่ในชั้น บิสซิเนส คลาส
    
        ฟังมาแบบนี้แล้วก็อยากให้แข้งไทยได้โดยสารแบบชั้น "บิสซิเนส คลาส" บ้าง เพราะการเดินทางติดๆกัน ทำให้พวกเขาเหนื่อยไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็น ช่วงนั่งเครื่องหรือต้องรอสนามบิน ล้วนแต่ทำให้การพักผ่อนน้อยลง
    
        หวังว่าอีกไม่นานทีมชาติไทย ชุดใหญ่ จะได้นั่งแบบนี้ไปเล่นเกมฟีฟ่า เดย์ เพื่อชดเชยกับอาการล้าที่อาจจะเกิดขึ้นคงจะดีไม่น้อยเลยนะครับ


         นนท์นี่คุง

คอลัมน์อื่น ๆ
Comment


นามปากกา : นนท์นี่คุง

จำนวนเรื่อง : 204
All post :
All view : 513,119
คอลัมน์ มุมสี่สิงห์
ลูกหนังสร้างจิตสำนึก!!!
ขุนเขาตะวันตก
ลูกหนังสร้างจิตสำนึก!!!

View : 1,311 Post : 0
ลงทุนบาทเดียว
ขุนเขาตะวันตก
ลงทุนบาทเดียว

View : 8,485 Post : 0
ยูธลีกศึกฟุตบอลดีที่น่าสานต่อ
แป้น แป๊ะยิ้ม
ยูธลีกศึกฟุตบอลดีที่น่าสานต่อ

View : 4,467 Post : 0
อยากเห็นคนไทยยิงได้
ลูกแม่พวง
อยากเห็นคนไทยยิงได้

View : 10,778 Post : 0
แค่นำเสนอ...แนะให้คิด
เจษ เมืองตรัง
แค่นำเสนอ...แนะให้คิด

View : 6,780 Post : 0

© Copyright 2010 www.siamsport.co.th
All rights reserved.Siam Sport Syndicate Public Co.,Ltd.
เกี่ยวกับบริษัท | ติดต่อเรา | ลิขสิทธิ์ | ร่วมงานกับเรา | ลงโฆษณา
ติดต่อโฆษณา 02-508-8263