คอลัมน์ : คอลัมนิสต์เขียนให้คุณอ่าน โดย.. บอ.บู๋

ขนาดนั้นสำคัญไฉน?

11/01/2017 3:29:15 น.


     กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว สมัยที่ผมถูกหน่วยเหนือเนรเทศไปประจำการที่เมืองหลวงแห่งลูกหนัง


        ถ้าจำไม่ผิด ผมเคยเหลา เอ๊ย! เคยเล่าเรื่องนี้ลงบนหน้ากระดาษไปแล้วประมาณ 2 ครั้ง วันนี้ขออนุญาตเล่าซ้ำอีกครั้งเป็นกรณีพิเศษแล้วกัน เผื่อบางท่านยังไม่ได้อ่าน


        เหตุเกิดที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ในคืนที่แสนยะเยือก


        วันนั้นธรรมชาติกระชากตัวผมให้เข้าไปปัสสาวะในห้องน้ำนักข่าวที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด


        ขณะกำลังปลดปล่อยของเหลวจากร่างกายอยู่เพลินๆ นั้นเอง ใครบางคนก็พุ่งเข้ามาเสียบเข้าไปในซองปัสสาวะแบบโลหะที่อยู่ติดกันทางด้านขวามือของผม


        เมื่อหันไปมองพบว่าหาใช่ใครที่ไหน อดีตปราการหลังของ แมนฯ ยูไนเต็ด อย่าง แกรี่ พัลลิสเตอร์ นั่นเอง


        ผมยิ้มอ่อนพลางค้อมศีรษะให้คุณพี่เขาแทนคำทักทาย


        อดีตดาวเตะที่เพื่อนๆ เรียกว่า "พัลลี่" ก็ยิ้มตอบพลางพยักหน้าให้ผมเช่นกัน


        ถือเป็นเกียรติอย่างสูงครับที่ชีวิตนี้มีโอกาสได้ยืนเยี่ยวข้างๆ อดีตดาวดังของปีศาจแดง     


        เมื่อน้ำร้อนๆ ในร่างกายพุ่งไปปะทะกับพนังโลหะที่ฉาบด้วยความเย็นในฤดูหนาวด้วยความเร็ว-แรง เสียงดัง...ซ่าาาาาาา และเมื่อความร้อนกับความเย็นปะทะกันอย่างรุนแรงและเฉียบพลัน มันก่อให้เกิดปฏิกิริยาทางวิทยาศาสตร์


        ควันโขมงเลยทีเดียว!


        จากกลุ่มควันที่เกิดขึ้น แสดงว่าของเหลวจากร่างกายที่พากย์ภาษาอังกฤษว่า "ยูรินัล" มันต้องพุ่งออกจากกระบอกปืนด้วยความรวดเร็วและรุนแรงระดับ "บาซูก้าโหด"


        พลันตัวแทนคนข่าวจากสยามประเทศอย่างผมจึงเหวี่ยงสายตาลงไปมองจุดเกิดเหตุตามสัญชาตญาณ


        ก่อนส่งเสียงอุทานในลำคอด้วยสำเนียงแมนคูเนี่ยนออกมา


        "อืมมมมมม"


        ฟ้าเบื้องบนทรงเป็นพยาน แทบไม่อยากเชื่อสายตาว่าสิ่งที่ผมเห็นมันกำลังพ่นน้ำออกมาด้วยความเร็ว-แรงอยู่นั้น คือ...คือ...คือ...คือ...


        "ปลาช่อนเผือก"


        ปลาช่อนเผือกครับ - ปลาช่อนเผือก


        ย้ำอีกครั้งว่าสิ่งที่สายตาผมเหวี่ยงไปปะทะอย่างจังคือ "ปลาช่อนเผือก" ซึ่งคะเนน้ำหนักด้วยสายตาได้ประมาณ 8 ขีด!


        นาทีนั้นผมค่อยเบนหน้ากลับมาพลางพยักขึ้น-ลงอย่างช้าๆ แทนการยอมรับแบบลูกผู้ชาย ก่อนบอกตัวเองว่า...ปลาช่อนเผือกยักษ์มีจริงในโลก!


        ส่วนของผม ไม่อยากจะคุยสักเท่าไหร่


        เอาเป็นว่าครั้งหนึ่งผมเคยยืนปัสสาวะในห้องน้ำแล้วจิ้งจกตัวหนึ่งมันบังเอิญเลื้อยผ่านมาเห็นแล้วร้องทัก


        "จุ๊-จุ๊-จุ๊-จุ๊ ใหญ่กว่าของกูหน่อย" (ถุย!)


        อนึ่ง จิ้งจกดวงซวยตัวนั้นผมกระทืบแบนติดกำแพงเรียบร้อย ข้อหาหมิ่นประมาทสัตว์ประเสริฐ


        ถามว่ามึงจะเล่าเรื่องนี้ให้อ่านอีกทำไม???


        อันนี้ไม่ก็ไม่รู้สินะ บางทีการเขียนเรื่องเกมลูกหนังที่มันวิชาการหรือสอดไส้สาระมากเกินไปก็น่าเบื่อเหมือนกัน ส่วนเรื่องที่ตั้งใจจะเขียนจริงๆ คือเรื่องของขนาด


        ขนาดของทีมครับ ขนาดของทีม


        คือในศึก เอฟเอ คัพ รอบ 3 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา - สโมสรระดับศักดินาแห่งพรีเมียร์ลีกอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด, แมนฯ ซิตี้, เชลซี, อาร์เซน่อล, ลิเวอร์พูล และสเปอร์ส ต่างเจอกับทีมที่วรรณะต่ำกว่า แถมส่วนใหญ่ได้เล่นในบ้านตัวเองอีกต่างหาก


        การเจอทีมขนาดเล็กในบ้านตัวเองนี่แหละ คือการเปิดโอกาสให้แต่ละทีมแสดงให้เห็นถึงขนาดความใหญ่ของตัวเองว่ามากน้อยขนาดไหน ด้วยการส่งผู้เล่นสำรองหรือนักเตะดาวรุ่งลงสนามพลางพักน่องผู้เล่นตัวหลักแล้วดูว่าผลงานจะออกมาเป็นอย่างไร


        ไม่มีปัญหาอะไรสำหรับทีมระดับพญายักษ์อย่าง แมนฯ ซิตี้, แมนฯ ยูไนเต็ด, อาร์เซน่อล, เชลซี และสเปอร์ส


        พวกเขาล้วนสาธิตวิธีการ "ตบเด็ก" ด้วยผู้เล่นชุดที่สอง หรือชุดผสมระหว่างตัวจริงกับตัวสำรอง


        ยกเว้น ลิเวอร์พูล เพียงทีมเดียวที่ทำได้แค่เสมอคู่แข่งในบ้านตัวเอง...ซะอย่างนั้น!


        เจอร์เก้น คล็อปป์ ฉวยโอกาสนี้ส่งผู้เล่นตัวสำรองกับผู้เล่นจากทีมเยาวชนลงเล่นหลายคนด้วยกัน


        เทรนต์ อเล็กซ์-อาร์โนลด์ กองหลังวัยแค่ 18 ขวบ


        โอวี่ เอจาเรีย กองกลางวัย 19 ขวบ


        เควิน สจ๊วร์ต กองกลางวัย 23 ขวบ


        เชยี่ โอโจ้ กองกลางวัย 19 ขวบ


        และ เบน วู๊ดเบิร์น กองหน้าวัยเพียง 17 ขวบ


        ผสมผสานกับตัวสำรองอย่าง อัลแบร์โต้ โมเรโน่, โจ โกเมซ, ลูคัส เลว่า, เอมเร่ ชาน จนทำสถิติผู้เล่นอายุเฉลี่ยน้อยที่สุดคือ...21 ปี 296 วัน น้อยที่สุดในรอบ 124 ปี


        มองมุมหนึ่งมันน่าชื่นชมผู้จัดการทีมที่กล้าส่งเยาวชนลงไปหาประสบการณ์บนฟลอร์หญ้า


        แน่นอนว่าถ้าเด็กหงส์เหล่านี้ยัดเยียดความปราชัยให้คู่แข่งได้สำเร็จ ผู้เป็นกุนซือก็ต้องได้รับคำชมไปตามระเบียบ แต่ในเมื่อผลออกมาเป็นอื่นก็เลยถูกแฟนบอลทีมอื่นล้อเลียนไปตามระเบียบเช่นกัน


        อย่างไรก็ตาม


        ผมมองว่ามันไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรหรอกครับที่ส่งเด็กลงไปขนาดนี้แล้วเอาชนะคู่แข่งที่วรรณะต่ำกว่าถึง 3 ระดับในบ้านตัวเองไม่ได้ แม้ว่าจะต้องเสียเวลาและสิ้นเปลืองพลังงานในการแข่งใหม่อีกครั้ง แต่เชื่อว่ามิสเตอร์เจเคจะส่งผู้เล่นชุดเดิมนี่แหละเป็นหลักในเกมรีเพลย์ที่ต้องออกไปเยือน พลีมัธ จึงไม่น่าจะส่งกระทบกระเทือนถึงผู้เล่นตัวหลักในเรื่องความอ่อนล้ามากนัก


        ลำพังทีมชุด 2 ของ ลิเวอร์พูล ยังน่าจะดีพอที่จะเอาตัวรอดจากความพลิกล็อคที่อยู่คู่กับ เอฟเอ คัพ มานานกว่าร้อยปีได้สำเร็จในนัดแข่งใหม่


        เพียงแต่สิ่งหนึ่งซึ่งสะท้อนออกมาให้เห็น แถมแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างจากคู่แข่งในพิกัดเดียวกัน คือเมื่อ ลิเวอร์พูล ใช้ผู้เล่นชุด 2 แล้ว มันดันเกิดความเหลื่อมล้ำขึ้น


        คิดง่ายๆ ครับว่าถ้า เจอร์เก้น คล็อปป์ จัดทีมชุดใหญ่แบบเต็มอัตราศึกลงไปเซิ้งกับผู้มาเยือนจาก ลีก ทู - ลิเวอร์พูล น่าจะถล่มถังขี้คู่แข่งได้แบบไม่ระบมหัวแม่ตีน


        ต่อเมื่อเปลี่ยนแปลงผู้เล่นแบบยกชุด พวกเขากลับทำได้เพียงแค่เสมอ ผิดกับคู่ขับเคี่ยวในพรีเมียร์ลีกอย่าง เชลซี, อาร์เซน่อล, แมนฯ ซิตี้, สเปอร์ส และอาจโดยไม่เว้นแม้แต่ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่อย่างน้อยก็มอบความปราชัยให้คู่แข่งได้สำเร็จด้วยผู้เล่นที่ไม่ใช่ชุดใหญ่


        นั่นหมายความขนาดของ ลิเวอร์พูล เล็กกว่าคู่ขับเคี่ยวในการแย่งชิงความสำเร็จของตัวเอง และหมายความต่อมาว่าไอ้ที่ผงาดง้ำค้ำอยู่ในตำแหน่ง "รองจ่า" ฝูงพรีเมียร์ลีกและนาทีนี้ บังเกิดจากความยอดเยี่ยมของผู้เล่นชุดใหญ่


        ปัญหาจึงอาจเกิดขึ้น เมื่อผู้เล่นตัวหลักในทีมชุดใหญ่หายหน้าหายตาไปพร้อมๆ กัน เพราะคุณภาพของตัวสำรองนั้นยังห่างกับตัวจริงที่ใช้เป็นประจำมากเกินไป


        ประมาณหนึ่งเดือนนะครับที่ ลิเวอร์พูล จะไม่มี ซาดิโอ มาเน่ ขณะที่ คูตินโญ่ ยังไม่รู้ว่าจะหายเจ็บกลับมาเมื่อไหร่


        การขาด "คูตี้" คนเดียวอาจไม่ส่งผลกระทบต่อเกมรุกสักเท่าไหร่ เพราะพวกเขายังมีทั้ง ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ หรือ ดีว็อค โอริกี้ ที่เสียบแทนได้ไม่ขัดเขิน


        มิเท่านั้น


        ทีมเวิร์คยังสำคัญกว่าความสามารถเฉพาะบุคคลอีกต่างหาก และนั่นคือสิ่งที่ "เดอะ ค็อป" ชุดนี้ยึดถือ


        เกมรุกของ ลิเวอร์พูล ยังดุดันและกะซวกไส้ดีนักแลเหมือนเดิม เพียงแต่เกมล่าสุด เมื่อปราศจากผู้เล่นระดับเสาหลัก เราจะเห็นได้ว่าทีมเวิร์คของพวกเขายังคงอยู่ พลพรรคหงส์แดงเปิดฉากบุกตะลุยใส่ผู้มาเยือนอยู่ข้างเดียว โดยมีโอกาสทำลายตาข่ายเป็นสิบๆ ครั้ง


        แต่กลับทำไม่ได้


        ไอ้ที่ยิงไม่ได้ จุดหนึ่งเพราะความเหลื่อมล้ำระหว่างคุณภาพของผู้เล่นตัวจริงกับตัวสำรองมันมากเกินไปนั่นแหละ


        จุดนี้แหละครับอาจทำให้ ลิเวอร์พูล เสียเปรียบคู่เล่นอันตรายที่ขับเคี่ยวกันในบั้นปลาย


        ขนาดของทีมจึงเป็นกุญแจสำคัญดอกหนึ่งต่อการไล่ล่าความสำเร็จ เพราะยิ่งคุณมีขนาดที่ใหญ่และยาวกว่า คุณก็ยิ่งได้เปรียบคู่แข่ง


        ฉะนั้น & ฉะนี้


        หาก ลิเวอร์พูล ต้องการยืนระยะบนความร้อนแรงไปเรื่อยๆ ก็ต้องภาวนาว่าอย่าให้มีผู้เล่นตัวหลักถูกลักพาตัวไปพร้อมกันโดยเด็ดขาด เพราะจะเสียเปรียบคู่แข่งอย่าง เชลซี, แมนฯ ซิตี้, อาร์เซน่อล, สเปอร์ส หรือ แมนฯ ยูไนเต็ด ทันที


        คิดง่ายๆ แบบนี้ก็ได้ครับ


        ถ้ายืนเยี่ยวอยู่ข้างๆ ซาดิโอ มาเน่ แล้วเหวี่ยงสายตาลงไปดูตรงจุดนั้น


        คุณอาจจะพบกับปลาชะโดใจร้ายตัวเขื่องที่กำลังผงกหัวพลางยักคิ้วให้คุณอย่างเย้ยหยัน และมันคงไม่แตกต่างกันสักเท่าไหร่ หากคุณยืนเยี่ยวอยู่ข้างๆ ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ หรือ ดีว็อค โอริกี้


        แต่เมื่อคุณยืนเยี่ยวข้างๆ ดาวรุ่งอย่าง เบน วู๊ดเบิร์น ละก็


        สิ่งที่คุณพบน่าจะเป็นเพียงแค่ "ลูกปลาดุก" ที่รอวันเติบใหญ่และยังยักเงี่ยงไม่เป็นเท่านั้น!


บอ.บู๋
Bbmeetyou@yahoo.com

คอลัมน์อื่น ๆ
Comment


นามปากกา : บอ.บู๋

จำนวนเรื่อง : 436
All post : 5,177
All view : 3,802,306
คอลัมน์ คอลัมนิสต์เขียนให้คุณอ่าน

© Copyright 2010 www.siamsport.co.th
All rights reserved.Siam Sport Syndicate Public Co.,Ltd.
เกี่ยวกับบริษัท | ติดต่อเรา | ลิขสิทธิ์ | ร่วมงานกับเรา | ลงโฆษณา
ติดต่อโฆษณา 02-508-8263